รีวิว Huawei FreeBuds Studio และ FreeBuds Pro เทพเล็กและใหญ่ครบทุกโจทย์การฟังเพลง

Written by | IT Review, บทความ

รีวิวแพ๊คคู่ Huawei FreeBuds Pro / FreeBuds Studio หูฟังระดับโปรคุณภาพคับแก้วราคาจับต้องได้

เรียกได้ว่าไม่ทันจะเปิดตัวก็มีเสียงเรียกร้องอยากให้หูฟังเทพทั้ง 2 ตัวเข้ามาแล้วสำหรับ Huawei FreeBuds Pro แบบไร้สาย หรือ TWS และ Huawei FreeBuds Studio วันนี้ผมจัดหนักกับการรีวิว Pack คู่กันไปเลย พร้อมกับราคาที่คุณควรรู้ ก่อนคลิปออกกันเลยทีเดียวมารับชมกับรีวิวครั้งนี้ดีกว่า

รูปร่างหน้าตา

ขอเริ่มต้นกับตัวเล็กกันก่อนครับ Huawei FreeBuds Pro กล่องของมันทรงยาวกว่า FreeBuds 3 การออกแบบแม้จะสื่อให้ถึงกับหูฟังค่ายหนึ่งแต่ด้วยสีที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์กับวัสดุที่เป็นรอยยากกว่า ในส่วนนี้ด้านล่างจะมีช่องเสียบ USB-C พร้อมกับ ปุ่ม Pairing จะอยู่ด้านข้างซ้ายมือ

 

เปิดออกมาจะมีหูฟังพร้อมกับสามารถดึงออกมาได้ แต่ข้อสังเกตในการออกแบบนั้นใส่กลับค่อนข้างยากถ้าใส่ผิดด้านก็จะปิดฝาไม่ได้ และพอดึงออกมา รู้สึกถ้าฝากว้างจะทำให้การดึงเข้าออกนั้นง่าย แต่ถ้าใครกลัวหลุดไม่ต้องห่วงเพราะก้านนั้นมีการดูดด้วยแม่เหล็กพอใส่ถูก ก็จะอยู่ตัวพอดี

มาดูที่หูฟังกันดีกว่า จะมีจุก In Ear ให้ความแน่นเวลาใส่ และสามารถเปลี่ยนระดับของหูฟังได้เช่นเดียวกันครับ ส่วนก้านนั้นก็จะมีไมโครโฟน พร้อมกับ Touch Sensor ที่ทั้ง 2 ฝั่งก็จะสั่งงานแตกต่างกัน เดี๋ยวค่อยมาดูกันว่าสั่งงานอย่างไรบ้างต่อไป และเมื่อทดลองใส่แล้วหูฟังตัวนี้จะอยู่กับหูดีมาก ไม่ปวดหูเมื่อฟังนาน ซึ่งดีกว่าหูฟังแบบ In Ear ทั่วไปพอสมควรเลยครับ

มาถึงหูฟังอีกรุ่นคือ Huawei FreeBuds Studio กับบ้าง กับขนาดตัวใหญ่สมชื่อ เพราะภายในบรรจุ Driver ขนาด 40 มิลลิเมตร ให้เสียงที่กว้างมาก ก็ต้องแลกกกับขนาดใหญ่ นวมภายในแน่นหนึบกำลังดีใส่แล้วไม่ปวดหู ส่วนบนสุดมาพร้อมกับหนังที่ใส่แล้วไม่ปวดหูเลยครับ

รอบตัวหูฟังก็มีไมโครโฟนข้างละ 3 ตัวรวมกันทั้งหมด 6 ตัว พร้อมกับปุ่มกดฝั่งซ้ายมีปุ่มสั่งงาน ANC หรือ Active Noise Canceling ฝั่งขวามาพร้อมกับปุ่ม Bluetooth เพื่อ Pairing อุปกรณ์ และ ปุ่ม Power ส่วนฝั่งนี้จะมีช่องเสียบ USB-C เพื่อชาร์จไฟด้วย

การตกต่างภายนอกดูหรูหราเลือกใช้วัสดุที่ดี และมีสีสันที่สวยงามประกอบด้วยสีทอง และ สีดำเช่นเดียวกัน โดยสีที่ได้รับมาเป็นสีทอง จะเป็นแบบให้ความหรูหรา ส่วนหูฟังสามารถสั่งงานด้วยการสัมผัสที่ฝั่งขวาเท่านั้น สามารถสั่งงานได้ เช่น

  • แตะ 2 ครั้ง = หยุดเพลง / เล่นเพลง รวมถึงรับสาย
  • แตะค้างไว้ = เรียก Voice Assistant, บันทึกเพลงของ Apps Huawei Music, ตัดสายเรียกเข้า
  • เลื่อนขึ้นลง = เพิ่ม / ลดระดับเสียง
  • เลื่อนซ้าย ขวา = เปลี่ยน Track เพลงไปหน้าหรือหลัง

ฟีเจอร์ภายในของหูฟังทั้งคู่

ความแตกต่างของระบบเสียงนั้นต้องบอกก่อนว่าเพราะขนาดตัวเครื่องก็มีส่วน ขอเริ่มจาก Huawei FreeBuds Pro ก่อน ด้วยขนาด Driver ของตัวเครื่องมีขนาด 11 มิลลิเมตรให้เสียงที่คมเมื่อเทียบกับขนาดตัวมันนะ อย่าไปเทียบกับ Studio ที่ได้บอกไปตามข้างบน และยังติดตั้งไมโครโฟนทำให้สามารถลดเสียงรบกวนได้สูงสุด 40 เดซิเบล เท่ากับ พอได้ยินบ้าง

แต่ถ้าใครกังวลมาก สามารถกดที่ตัวหูฟังค้างให้ดังปิ๊บเพื่อเข้า “โหมดการรับรู้” (awareness) เพื่อรับฟังเสียงสนทนาและเสียงผู้คนรอบด้านได้ในพริบตาโดยไม่ต้องถอดหูฟังออก

ส่วนการตัดเสียงของหูฟังรุ่นนี้เกิดจากการทำงานของไมโครโฟนทั้ง 3 ตัว (ข้างละ 3 ตัว) ที่ช่วยลดเสียงรบสนแล้วยังมีเทคโนโลยี Bone Sensor หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการสั่นสะเทือนของกระดูกในหู เมื่อรวมกันทั้งหมดผลที่ได้คือ เสียงสนทนาดีขึ้นชัดเจนมากครับ

แล้วรุ่นใหญ่นอกจากเรื่องราวที่บอกเกี่ยวกับจำนวนไมโครโฟน และ Driver ของลำโพงแล้ว แต่จะมาพร้อมกับระบบตัดเสียงรบกวนหรือ Active Noise Canceling หรือ ANC ที่ทำงานได้ละเอียดยิบถึง 3 รูปแบบและอีก 1 แบบที่สามารถปรับเองได้เช่น

  • ปิดไปเลย เสียงจะเงียบ แต่ก็มีเสียงลอดมาได้หน่อย
  • โหมด Noise Canceling อาจจะมีการรบกวนนิดหน่อย
  • Awareness หรือ โหมดเปิดการรับรู้ จะให้เสียงเข้ามาแต่ถ้าเปิดเพลงดังก็จะไม่ได้ต่างอะไรกับเปิด Noise Canceling

และยังเลือก Profile เสียงได้เช่น

  • Cozy ถ้าสถานที่มีเสียงรบกวนน้อยเสียงจะปรับเสียงเสียงรบกวนกำลังงาม เหมาะกับที่บ้านคุณ หรือ ห้องสมุด
  • General หากมีเสียงรบกวนกำลังดี จะให้ไมโครโฟนเสียงรบกวนได้ดีขึ้น จะเหมาะกับสถานที่เช่นร้านกาแฟเป็นต้น
  • Ultra หากสถานที่มีเสียงรบกวนเข้มข้น ไมโครโฟนพยายามจัดเสียงเสียงรบกวนออกให้ได้มากที่สุด เช่นการเดินทางในรถไฟฟ้า หรือ เครื่องบิน เป็นต้น

ทั้งคู่นั้นควบคุมผ่าน Application เดียวกันคือ Huawei AI Life สามารถทำหน้าทั้งตั้งแต่การตั้งค่า, ปรับรูปแบบของ Noise Canceling รวมไปคู่มือ และถ้าใครอยากอัปเดตความสามารถของหูฟังก็จะต้องเข้าใน Apps นี้ แถมยังโหลดได้ครบทั้ง iOS, Android และ Huawei App Gallery เช่นเดียวกัน

แถมยังเชื่อมต่อได้ 2 อุปกรณ์พร้อมกันผ่านเทคโนโลยี Dual Antenna ถึงแม้ไม่ต่อ 2 อุปกรณ์แต่ก็สามารถให้คุณภาพเสียงและการ Delay ที่น้อยลงทำให้สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

แบตเตอรี่อึดไหม คำตอบนั้นถือว่าก็ดีเอาเรื่องอยู่นะ

Huawei FreeBuds Pro สามารถใช้งานได้นาน 7 ชั่วโมง ตัวเคสจะทำให้สามารถขยายระยะเวลาได้นานถึง 30 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จไฟได้ทั้งแบบสายและไร้สายอีกด้วย ที่ทำได้นานขนาดนี้ต้องขอบคุณชิป Kirin A1 ครับ ถือว่าเป็นอีกหูฟัง TWS ที่ฟังเพลงได้นานมาก

ส่วน Huawei FreeBuds Studio สามารถใช้งานได้นานสุด 20 ชั่วโมงในแบบปิด ANC แต่ถ้าเปิดก็จะลดเหลือ 15 ชั่วโมง แถมมีโหมด Quick Charge ชาร์จไฟแค่ 10 นาทีใช้ได้ 5 ชั่วโมง แม้ภาพรวมจะนานพอสมควรแต่เมื่อเทียบกับหูฟังระดับใช้เดินทางจะสามารถใช้ได้นานกว่านี้ แต่เท่านี้ผมถือว่าดีแล้วสำหรับ Huawei กับการเริ่มต้นกับหูฟังแบบ Headphone

ความรู้สึกหลังลองใช้

เริ่มจาก Huawei FreeBuds pro แม้ว่ารูปทรงจะชอบในเรื่องการสวมใส่ที่ง่ายและไม่ดันหูมาก แต่เคสนั้นอาจจะต้องปรับปรุงรูปทรงหน่อยเพราะค่อนข้างใส่ยาก แต่เรื่องใช้งานฟีเจอร์มาครบเครื่องเลยและสั่งงานได้ด้วยการแตะสัมผัสที่เร็วมาก แบตฯอึด และดีกว่า Huawei FreeBuds Studio อีก

ส่วน Huawei FreeBuds Studio ในเรื่องคุณภาพเสียงทำได้แบบเต็มศักยภาพลำโพงมาครบทุกย่านความถี่ เป็นอีกหูฟังที่ไว้ฟังเพลงได้ดี นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Noise Canceling ปรับเป็นรูปแบบได้ที่มาจัดหนักเลยครับ แต่แบตเตอรี่ต้องยอมรับ ไม่ได้นานเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับ Headphone ระดับนี้ ที่ต้องนานกว่า 20 ชั่วโมง แต่ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่รอการปรับปรุงต่อไป

คุ้มค่าหรือไม่หากจะเลือกซื้อ

สำหรับราคาของหูฟังทั้งคู่ก็มีดังนี้

 

หากต้องเลือกแล้วระหว่าง Huawei FreeBuds Pro และ Huawei FreeBuds Studio ผมขอให้คำตอบดังนี้ครับ

  • ถ้าเน้นพกพาต้องการความอึดและสเปกถือว่าใช้ได้ไม่หนักเกินไป Huawei FreeBuds Pro จะตอบโจทย์มาก
  • เน้นฟังกับที่หรือเดินทางที่ไม่ต้องขยับมาก ขอเสียงที่ดีมีคุณภาพ และตัดเสียงแบบทุกรูปแบบที่มากที่สุด Huawei FreeBuds Studio จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดครับ

ทั้งนี้การเปิดจำหน่ายก็สามารถหาซื้อได้แล้วในวันที่ … ตามช่องทางของ Huawei ทั้งออนไลน์และหน้าร้านครับ

Last modified: November 1, 2020