เล่าประวัติ iPhone มือถือที่ครองใจคนทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงโทรศัพท์มือถือที่มาเปลี่ยนโลก ก็คงจะหนีไม่พ้น iPhone เพราะตั้งแต่เปิดตัวมา โลกของสมาร์ทก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ใช่แค่ในบ้านเราเท่านั้น แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียก็เช่นกัน iPhone คือแบรนด์สมาร์ทโฟนลำดับต้น ๆ ที่ชาวมาเลเซียนิยมใช้ จะเห็นได้ว่าเมื่อมี iPhone รุ่นใหม่ ๆ เปิดตัวออกมา จะวางขายที่มาเลเซียก่อนประเทศไทย ราว ๆ 2 เดือนเสมอ

เกริ่นถึง iPhone กันไปแล้ว วันนี้เรามีวิวัฒนาการของ iPhone และ Timeline แต่ละรุ่นมาฝากกัน ใครที่เป็นสาวกไอโฟนต้องไม่พลาด

iPhone หรือ Phone รุ่นแรก

เปิดตัวครั้งแรกวันที่ 9 มกราคม ปี 2007 บอกเลยว่าเป็นรุ่นเปิดโลกแบบสุด ๆ แปลกใหม่ไม่เหมือนกับใคร ที่บอกว่าแปลกใหม่ก็คงจะเป็นดีไซน์ที่มีเพียงแค่หน้าจอที่ว่างเปล่าขนาด 3.5 นิ้ว ไม่มีปุ่มตัวอักษรเหมือนที่ผ่าน ๆ มาก มีเพียงปุ่ม Home เพียงปุ่มเดียวบนหน้าจอ และทุกอย่างจะใช้การ Touch Screen หมด ว้าวมาก สเปคของรุ่นนี้คือ หน้าจอ LCD ความละเอียด 320 x 480 pixels ถือว่าไม่มากเลย แต่ด้วยการดีไซน์ที่แปลกใหม่ จึงทำให้ iPhone ตัวนี้เป็นนวัตกรรมมือถือรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

iPhone 3G

 

iPhone 3G ได้ถูกพัฒนาออกมาให้มีความโค้งมน ดูมีสไตล์และทันสมัยมากขึ้น โดยเปิดตัวปี 2008 รุ่นนี้สเปคต่าง ๆ ก็ยังเหมือนกับไอโฟนรุ่นแรก ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ 3.5 นิ้ว ขนาดความกว้าง และสเปคภายในที่เหมือนกันแทบจะทุกอย่าง จะต่างก็ตรงที่ว่า ไอโฟนรุ่นนี้เพิ่มการเชื่อมต่อที่ดีกว่าไอโฟนรุ่นแรก โดยสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และรองรับ 3G ครั้งแรก เรียกได้ว่าเปิดโลก 3G ในยุคนั้นกันเลยทีเดียว

iPhone 3GS

เปิดตัวออกมาในปี 2009 โดย iPhone 3GS เป็นรุ่นที่ทำให้หลาย ๆ คนหันมาลองใช้ไอโฟนกันมากขึ้น มาพร้อมหน้าจอขนาด 3.5 นิ้ว ดีไซน์ยังคงเป็นแบบโค้งมน แต่มีสีให้เลือกแล้วคือสีดำ และสีขาว ที่สำคัญคือการอัพเกรดให้รุ่นนี้ด้วยชิปตัวใหม่ ที่เร็วและแรงกว่า จึงได้ใช้ชื่อว่า 3GS ที่ “S” นั้นย่อมาจากคำว่า Speed นั่นเอง นอกจากความเร็วแล้วยังมีกล้อง 3 MP ที่สามารถกดโฟกัสได้ด้วยการแตะบนหน้าจอ กับการถ่ายวิดีโอ และการสั่งงานด้วยเสียงเพิ่มเข้าไปด้วย รวมไปถึงเข็มทิศ เรียกได้ว่าค่อย ๆ สร้างความว้าว ให้ตลาดมือถือได้ในทุกปีจริง ๆ

iPhone 4

มาถึง iPhone 4 กันบ้าง เปิดตัวเมื่อปี 2010 รุ่นนี้คือเปลี่ยนแปลงจากรุ่นเก่าอย่างสิ้นเชิง จากที่เป็นแบบโค้งมน ในรุ่นนี้ได้เปลี่ยน เป็น All New Design กรอบเหลี่ยม กระจกล้วน วัสดุเป็นสแตนเลสแทน เครื่องบางลง พร้อมกับความละเอียดของหน้าจอที่มากขึ้น เป็นแบบ LCD ความละเอียด 960 x 640 pixels Retina Display ให้สีสันที่สมจริง ส่วนชิปของตัวนี้ เป็นชิปของ Apple เอง พร้อมกับกล้องหน้า 0.3 MP ที่สามารถ Facetime ผ่าน Wi-Fi ได้ ในยุคนั้นถือว่าสุดยอดมาก ส่วนกล้องหลังเพิ่มความละเอียดขึ้นกว่าเดิมคือ 5 MP รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นยอดฮิต เป็นรุ่นที่คนใช้งานกันเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน แทบจะทุกคนคือต้องมี iPhone 4

iPhone 4S

รุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นเปลี่ยนผ่านก็ว่าได้ เพราะเปิดตัวหลังจาก Steve Jobs เสียชีวิต โดยตัวเครื่องได้เปลี่ยนสเปคภายในใหม่แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอ LCD ความละเอียด 960 x 640 pixels Retina Display กว้าง 3.5 นิ้ว ชิปที่ทำให้เครื่องเร็วแรงขึ้น กล้องหลังที่มีความละเอียด 8 MP ถ่ายวิดีโอแบบ Full HD ได้แล้วด้วย มาพร้อมแบตเตอรี่ 1,430 mAh และที่เด่นที่สุดก็คงต้องยกให้กับ Siri ที่ได้เปิดตัวออกมาครั้งแรก ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราใช้งานไอโฟนง่ายขึ้น

iPhone 5

iPhone 5 เปิดตัวออกมาในปี 2012 โดยไอโฟนรุ่นนี้เปลี่ยนหน้าตา และการดีไซน์ของรุ่นนี้ใหม่ทั้งหมด วัสดุส่วนใหญ่จะใช้อลูมิเนียม ทำให้ตัวเครื่องบางลงไปอีก แต่ก็ยังคงความเหลี่ยม ๆ ไว้อยู่ จุดเด่นที่สำคัญคือ หน้าจอ 4 นิ้ว ขนาดใหญ่ขึ้น มีความละเอียดเพิ่มขึ้น เพิ่มความแรงด้วยชิปตัวใหม่ และเพิ่มฟีเจอร์มากขึ้น เช่น การเชื่อมต่อที่ต่อ 4G LTE, ใช้สาย Lightning, Apple Maps, หูฟัง Earpods โดยเพิ่มความละเอียดกล้องหน้าเป็น 1.2 MP เพื่อให้เซลฟี่ หรือ Facetime (ผ่านเน็ตมือถือ) ได้ชัดเจนมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน ๆ

iPhone 5S

iPhone 5S เปิดตัวปี 2013 ไอโฟนรุ่นนี้ดูจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก จะมีส่วนของชิปที่ได้เปลี่ยนไปเป็นตัว Apple A7 ที่เป็นแบบ 64-bit ตัวแรกของโลกในช่วงเวลานั้น ทำให้เครื่องเร็วขึ้น เร็วกว่ารุ่นเดิมถึง 40 เท่า และอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนแปลงก็คือปุ่ม Home ที่สามารถใช้งาน Touch ID ได้รุ่นแรก ซึ่งไม่จำเป็นต้องใส่รหัสให้เสียเวลาอีกต่อไป แค่เพียงใช้ลายนิ้วมือกดปุ่ม Home ก็ปลดล็อคหน้าจอได้แล้ว สะดวกขึ้นมาก

iPhone 5C

iPhone 5C คือไอโฟนรุ่นเล็ก ราคาน่ารัก มาพร้อมสีสันสะดุดดา เอาใจสาวก Apple สายสีสันกันแบบสุด ๆ เพราะรุ่นนี้ได้ทำออกมาให้ใช้งานมากถึง 5 สี คือ สีขาว สีเขียว สีฟ้า สีชมพู และสีเหลือง และใช้วัสดุฝาหลังเป็นพลาสติกทั้งหมด แถมยังเอาสเปคเดิมจาก iPhone 5 มาใส่ จะต่างกันก็ที่ฟีเจอร์นิดหน่อยเท่านั้นเอง

iPhone 6 / iPhone 6 Plus

เปิดตัวในปี 2014 ได้เปลี่ยนการดีไซน์ตัวเครื่องใหม่ให้เป็นแบบโค้ง แต่ไม่ได้โค้งแค่ข้างหลังอย่างเดียว รุ่นนี้จะเป็นแบบโค้งแค่ตรงขอบ และหน้าหลังนั้นเรียบ แถมยังทำให้ตัวเครื่องเบา และบางกว่าเดิมมาก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ก็คือความกว้างของหน้าจอ ที่เพิ่มมาเป็น 4.7 นิ้วในรุ่นปกติ และเพิ่มอีกเป็น 5.5 นิ้วในรุ่น 6 Plus อีกทั้งยังเพิ่มฟีเจอร์ NFC เข้ามาให้ใช้งานกับ Apple Pay และกล้องหน้าก็ยัง 1.2 MP และ 8 MP ในกล้องหลังของทั้งสองรุ่น แต่กล้องรุ่น 6 Plus จะมีระบบกันสั่นแบบ OIS เพิ่มเข้ามา

iPhone 6S / iPhone 6S Plus

เปิดตัวเมื่อปี 2015 รุ่นนี้จะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะเปลี่ยนมาใช้ Aluminum – 7000 ที่มีความแข็งแรง สเปคภายในก็ได้เปลี่ยนเป็นชิปที่แรงขึ้น และใช้หน้าจอแบบใหม่ ที่เป็นแบบ 3D Touch ครั้งแรก โดยสามารถแยกน้ำหนักจากการกดใช้งานได้ และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานด้วย Touch ID Gen 2 ส่วนกล้องหลังนั้นได้เพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น โดยสามารถถ่ายวิดิโอได้ถึง 4K กล้องหน้าก็เพิ่มมาไม่แพ้กัน และยังมี Retina Flash ที่ถ่ายเซลฟี่ได้ไม่ต้องกลัวมืด ถือว่าเป็นอีกรุ่นฮิตรุ่นหนึ่งก็ว่าได้

iPhone SE

เป็นไอโฟนที่เปิดตัวแบบงง ๆ นิดหน่อยตอนต้นปี 2016 โดยหน้าตาและการดีไซน์ภายนอกนั้นเหมือน iPhone 5S แบบเป๊ะ ๆ แต่ Apple บอกว่า เป็นความตั้งใจที่จะให้รุ่นนี้สามารถจับต้องได้ง่าย เพราะราคาไม่แพง และเอาใจคนชอบมือถือเครื่องเล็ก โดยหน้าจอ LCD ความละเอียด 1,136 x 640 pixels Retina Display กว้าง 4 นิ้ว เห็น เครื่องเล็ก ๆ แบบนี้ แต่สเปคครบนะ ทั้งชิป ทั้งกล้องหน้า 1.2 MP และกล้องหลัง 12 MP เทียบรุ่นพี่ได้เลย

iPhone 7 / iPhone 7 Plus

iPhone สองรุ่นนี้เปิดตัวปี 2016 ในเรื่องของดีไซน์ภายนอกก็ยังคงมีความคล้ายคลึงกับรุ่นก่อนอยู่ จะมีต่างกันจากภายนอกก็คือ รุ่นนี้ได้มีการซ่อนแถบเสาอากาศด้านหลังออกไป แต่ก็แทบจะมองไม่เห็นความต่างจากรุ่นก่อน แต่ความพิเศษเรื่องของกล้องอยู่ที่ iPhone 7 Plus มีกล้องหลังแบบคู่ ซึ่งเป็นรุ่นแรกของ iPhone เลยที่มี โดยความละเอียดอยู่ที่ 12 MP และยังมีสีใหม่คือสีดำเงา Jet Black และสีแดง RED ยิ่งไปกว่านั้น ยังฮือฮาเรื่องการนำช่องเสียบหูฟังออก และใช้ลำโพงแทน รวมไปถึงการเพิ่มการกันฝุ่นกันน้ำแบบ IP 68 เข้ามา

iPhone 8 / iPhone 8 Plus

เปิดตัว iPhone 8 และ iPhone 8 Plus ในปี 2017 โดยสองรุ่นนี้ได้เปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่างจากรุ่นเดิมคือ ชื่อที่ไม่มีซีรีส์ “S” แล้ว และวัสดุภายนอกก็เปลี่ยนทั้งหมดด้วย เพื่อให้ตัวเครื่องสามารถชาร์จแบตแบบไร้สายได้เป็นรุ่นแรกของ iPhone ในส่วนของหน้าจอ iPhone 8 คือ LCD ความละเอียด 1334 x 750 pixels และ 1920 × 1080 pixels สำหรับ iPhone 8 Plus ส่วน Retina HD Display 3D Touch กว้าง 4.7 นิ้ว และ 5.5 นิ้ว ตามลำดับ กล้องหน้าและหลังก็ยังเหมือนกับ iPhone 7 คือ 7 MP สำหรับกล้องหน้า และ 12 MP สำหรับกล้องหลัง นอกจากนี้ยังมีชิปตัวใหม่ที่เร็วกว่าเดิม

iPhone X

iPhone X เปิดตัวในปี 2017 นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกรอบเพราะไม่มีปุ่ม Home โดยจะเป็นหน้าจอล้วน ๆ พร้อมกับแถบดำที่เป็นแถบเล็ก ๆ ข้างบนหน้าจอเท่านั้น เพื่อให้ได้รับหน้าจอแบบเต็มที่ และไม่มีการสแกนลายนิ้วมือเปลี่ยนเป็น Facial Recognition หรือการปลดล็อคด้วยหน้าเราแทน หน้าจอใหม่ก็ใช้เป็น LCD ส่วนกล้องหน้าและกล้องหลังยังคงเหมือนรุ่นก่อน

iPhone XS / iPhone XS Max

เปิดตัวปี 2018 ซึ่งได้เอาชื่อซีรีส์ตัว “S” เข้ามาใส่อีกครั้ง แต่หน้าตาที่ยังคงเหมือนรุ่นเดิม แต่ที่จะต่างไปก็คือในรุ่น iPhone XS Max ที่ทำหน้าจอออกมาได้ใหญ่มาก ๆ เรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของ iPhone อีกอย่างก็คือ กล้องที่ถ่ายรูปได้ดียิ่งขึ้น สว่างขึ้น และมาพร้อมโหมด HDR อัจฉริยะ กล้องหน้าที่มีความละเอียดเท่าเดิมทั้งหมด ส่วนชิปเซ็ตของรุ่นนี้ก็ได้เพิ่มมาใหม่ให้เร็วแรงขึ้น พร้อมกับ RAM ที่เหนือกว่าทุกรุ่นที่ผ่านมา ถือเป็นอีกรุ่นยอดนิยม

iPhone XR

iPhone XR เปิดตัวออกมาเมื่อปี 2018 ดูเหมือนว่าจะทำออกมาให้คล้าย ๆ กับ iPhone 5C ที่มีสีสันสวยงาม และมีการลดสเปคลงเล็กน้อย เพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แต่เอาเข้าจริงแล้วราคาไม่ได้ประหยัดมากเท่าไหร่ แต่ก็ยังเป็นรุ่นที่ขายดี โดยหน้าจอของรุ่นนี้ได้ลดลงมาเป็นแบบ LCD และลด RAM กลับไปเท่า iPhone X ส่วนกล้องหลังรุ่นนี้ได้กล้องเป็นตัวเดียว จากที่เคยมี 2 ตัว แต่ที่ดีก็คือได้ชิปตัวใหม่ของ A12

iPhone 11 / iPhone 11 Pro / iPhone 11 Pro Max

ทั้ง 3 รุ่นเปิดตัวออกมาในปี 2019 โดยความพิเศษคือ ดีไซน์ภายนอก จะเห็นได้ว่าหน้าตาของกล้องหลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดย iPhone 11 จะมีกล้องมาให้แค่สองตัว ไม่มีเลนส์เทเลโฟโต้ แต่เป็นเลนส์อัลตร้าไวลด์ และมีหน้าจอเป็นแบบ LCD ต่างจากอีกสองรุ่นใหญ่คือ Pro และ Pro Max ที่มีกล้องหลังมาให้แบบจัดเต็มถึง 3 ตัว และหน้าจอที่เป็น OLED ส่วนกล้องหน้า และกล้องหลังมีความละเอียดเท่ากันหมดทั้ง 3 รุ่น และมีฟีเจอร์เป็น Night Mode ที่ถ่ายออกมาได้สวยงาม และชัดกว่ารุ่นก่อน ๆ มาก

iPhone 12 / iPhone 12 Mini / iPhone 12 Pro / iPhone 12 Pro Max

เปิดตัวเมื่อปี 2020 เป็นรุ่นเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง คือหน้าจอกลับไปเป็นแบบโค้งมนอีกครั้ง แต่ก็มีหน้าจอที่เต็มจออยู่เหมือนเดิม ทำให้รุ่นนี้เป็นรุ่นที่สวยมาก ๆ และยังเพิ่มสีสันให้ตัวเครื่องให้ดูดีมากยิ่งขึ้น โดยสองรุ่นในรุ่นเริ่มต้นจะใช้วัสดุหน้าจอเป็น Ceramic Shield ที่มีความแข็งแรงมาก ด้านหลังจะเป็นกระจก และอะลูมิเนียม ส่วนกล้องให้มาใช้งานถึง 2 กล้อง และถ่ายวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision มากถึง 4K

ส่วนในรุ่นโปรขึ้นไป วัสดุจะเป็นแบบกระจกผิวด้าน และสแตนเลสสตีลที่สวยจริง มีกล้องสามตัว และสามารถใช้ไฟล์ Apple ProRAW ได้ พร้อมกับมี LiDAR สำหรับการถ่ายภาพตอนกลางคืน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมี MagSafe สำหรับการชาร์จไร้สาย และรองรับ Fast Charging ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการจัดเต็ม Timeline ของ iPhone ทั้งหมดตั้งแต่รุ่นแรก ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย หรือว่าประเทศไทย ความเป็น iPhone ก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ตลอด ไม่ว่าจะออกมาอีกรุ่น ๆ เหล่าสาวกก็ต้องไปสอยมาเล่นทุกครั้งไป

Last modified: July 27, 2021