IT Battle Jawbone UP24 VS Garmin Vivofit “ศึก Wearable Device เริ่มต้น คุณจะเลือกใคร?”

Written by | IT Review, บทความ

ปี 2014 ถือว่าเป็นอีกปีที่กระแสของ Wearable Device หรืออุปกรณ์สวมใส่นั้นมาแรงมาก และหลายคนก็อยากจะเป็นเจ้าของกันอยู่ไม่ใช่น้อย ครั้งนี้ผมจึงทำบทความพิเศษ เมื่อวานผมได้ทดลองเล่นระหว่าง Garmin Vivofit และ Jawbone Up24 พร้อมกัน ไหนล่ะจะไม่ต้องต้องจับมาเจอกันสักหน่อย ก่อนที่จะรีวิวจัดเต็มแบบแยกกัน มาดูรายละเอียดในส่วนของการทดสสอบครั้งนี้กันดีกว่า

ด่านที่ 1 รูปร่าง

Garmin Vivofit: เนื่องจากมาก่อนและได้สัมผัสก่อน จะสังเกตได้ว่า Vivofit นั้นแท้ที่จริงตัวมันเองคือนาฬิกาข้อมือ ซึ่งจุดเด่นของการเป็นนาฬิกาคือ น้ำหนักที่เบา และสามารถทำหน้าที่หลายอย่างทั้งทำงานฟีเจอร์ของมันเอง และบอกเวลา เดือนได้ จุดเด่นคือ ปุ่มกดที่สามารถสั่งหน้าจอที่จะเปิดทั้ง จำนวนที่เราเดิน เป้าหมายที่ต้องทำได้ การเผาผลาน และ วันที่/เวลา พร้อมเส้นการเตือน และสามารถสั่งให้เชื่อมต่อกับ Smart Phone หรือกดค้างจะเป็น Sleep Mode ก็ได้ ส่วนตัวเครื่องสามารถถอดได้ โดยมี 5 สีให้เลือก โดยสายมีให้เลือกทั้งไซล์ปกติ และ ใหญ่

ความประทับใจของ Garmin Vivofit คือ สามารถใส่ได้ทุกโอกาส ตัวเครื่องเรียบร้อย สามารถเปลี่ยนสายได้ และที่สำคัญคือทนน้ำได้เช่นเดียวกับ Wearable Device ยี่ห้ออื่น ที่สำคัญคือ ตัวจับการก้าวถือว่าแม่นยำใช้ได้

Jawbone UP24 : มาดูกับตัวเปรียบเทียบกับ Jawbone UP กันบ้าง ซึ่งรุ่นนี้เราได้รุ่น UP24 มา โดยสังเกตว่าลวดลายนั้นต่างจาก Jawbone UP รุ่นเดิมโดยสิ้นเชิง ตัวของ Jawbone UP จะออกแนวเป็นที่ใส่ข้อมือเท่านั้น การบอกสถานะจะเป็นไฟบอก โดยจะบอกแค่ 2 รูปได้แก่ WakeUP(รูปพระอาทิตย์) และ Sleep(รูปพระจันทร์) การใส่แม้ว่าจะดูเรียบร้อยในแบบของมัน แต่ก็ยังมีส่วนที่เกินออกมาก็คือ ส่วนของปุ่มกด ที่สั่งงานเครื่อง และ ส่วนของตัวชาร์จซึ่งจะมี ฝาปิดเพื่อไม่ให้ความชื้นวิ่งเข้าไป

จากรูปร่างของ Jawbone UP24 ที่มีความพอใจคือ รูปร่างไม่ซับซ้อนใส่ง่าย แต่ข้อเสียคือหนัก และส่วนท้ายของตัวเครื่องนั้นยื่นออกมาทำให้โอกาสที่ตัวเครื่องจะไปเกี่ยวอะไรง่าย ๆ นั้นมีโอกาสเกิดได้มากกว่า และรูปร่างเล็กกว่าทำให้การชาร์จไฟที่ต้องชาร์จบ่อยขึ้นกว่า Vivofit(1 สัปดาห์ ชาร์จไฟ 1 ที)

คะแนนนั้น ไว้ Full Review ของทั้งคู่ออกมาดีกว่า

ด่านที่ 2 ความสามารถในตัว

Garmin Vivofit:คุณสมบัติในตัวที่ไม่ใช่เกิดจาก Apps ด้วยความที่มีหน้าจอทำให้การแสดงผลที่ทำได้ครบตั้งแต่ การเดิน การบอกสัญญาณเรานิ่ง เป้าหมายการเดิน การเผาผลานพลังงาน เวลาต่าง ๆ นอกจากนี้บอกได้ว่าเครื่องเรา Sync ตอนไหนได้เช่นเดียวกัน และสามารถจับการเคลื่อนไหวของเราได้ทั้งเวลากลางวันและเวลานอนเช่นเดียวกัน ตัวมันสามารถอยู่ได้ 1 ปีโดยไม่ต้องยุ่งกับแบตเตอร์รี่ใด ๆ ถ้าหมด แค่หาถ่านมาเปลี่ยน 2 ก่อน(ถ่านใส่นาฬิกาปกติ) ก็กลับมาใช้ได้ ส่วนการต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์นั้น ต้องใช้ Port ที่ให้มา แต่ถ้าจะเชื่อมกับ Smart Phone ก็สามารถทำได้ เนื่องจากตัวมันก็รองรับ Bluetooth 4.0 LE เช่นเดียวกัน

๋Jawbone UP24: เนื่องจากว่าไม่มีหน้าจอบอกสถานะอะไร ทำให้ต้องใช้ Apps มากกว่า ตัวเครื่องจะจับการเคลื่อนไหว ส่วนแบตเตอร์รี่สามารถอยู่ได้ 1 อาทิตย์ เท่านั้นถ้าหมดก็ต้องชาร์จไฟด้วยสายแบบเฉพาะ ซึ่งมีผลดีคือสามารถเสียบเข้าคอมพิวเตอร์ได้ และอีกจุดเด่นคือ Jawbone UP24 รองรับ Bluetooth 4.0 LE แล้ว ซึ่งรุ่นแรกไม่ได้รองรับ ต้องต่อสายอย่างเดียว

ด่านที่ 3 Apps

Garmin Vivofit : สำหรับ Apps ของ Garmin Vivofit นั้นจะใช้ชื่อ Garmin Connect ซึ่งจะต่อกับ Wearable Device ของ Garmin เท่านั้น โดยความสามารถนอกจากเราจะตั้งเชื่อมต่อกันได้มากกว่า 1 อุปกรณ์ รวมถึงการแยกประเภทแล้ว ยังสามารถจำเรื่องการออกกำลังกายที่เราทำรูปแบบอื่น ๆ นอกจากการเดินวิ่งได้ ซึ่งเราสามารถจะตั้งให้เป็นการอกกำลังกายทั่วไปก็ได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าต่าง ๆ เพิ่มให้กับอุปกรณ์ของเราได้เช่นเดียวกัน และถ้าเป็นมือใหม่หัดใช้งานก็จะมีคลิปการสอนแบบคร่าว ๆ ด้วย

Jawbone UP24 : สำหรับ Apps UP ของ Jawbone แล้วเรียกว่า เป็นเหมือนกับ Remote Control โดยจะแบ่งออกเป็น ฝั่งซ้ายดูสถิติของเราและสามารถเพิ่มข้อมูลการออกำลังกายอื่น ๆ เข้าไปได้ด้วย หากไม่ได้เลื่อนก็จะแสดงข้อมูลปัจจุบันที่จะแบ่งการนอนและการเดินของเรา รวมไปถึงข้อมูลเล็กน้อย หากเลื่อนด้านขวาออกมาจะเป็นเครื่องมือเกี่ยวกับการคุมตัว Jawbone ซึ่งสามารถตั้งได้หลายแบบตั้งแต่ให้มีการสั่นทุกกี่นาทีเพื่อให้เราขยับ ปลุกเรา หรือจะเป็นการสั่งเข้า Mode ต่าง ๆ ทั้งหลับและตื่น รวมทั้งจับเวลา และยังค้นหาตัว Jawbone UP ที่เราต่อไว้ได้อีกด้วย กลายเป็นว่า Apps UP คือ Remote โดยแท้จริง เพียงแต่ว่า ตัวของ Jawbone UP นั้นจะมีการเชื่อมต่อกับมือถือตลอดเวลาเชียวล่ะ

บทสรุปของ

การสรุปครั้งนี้คงไม่ได้ฟันธงว่าจะให้คุณซื้ออะไร แต่คงจะเป็นการบอกถึงสิ่งที่จะต้องเจอแบบสรุปกันมากกว่า เพราะทั้ง Garmin Vivofit และ Jawbone UP24 จะมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน ซึ่งสำหรับการเลือกซื้อนั้น Garmin Vivofit นั้นจะมีราคาอยู่ที่ 4800 บาทในตัวจะมีสายมาให้ 2 อัน โดยมาทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ส่วนถ้าอยากเปลี่ยนสีคุณต้องจ่ายค่าสายราว ๆ 1500 บาทต่อสี ซึ่งมีให้เลือกด้วยกัน 5 สี ส่วน Jawbone UP24 จะมีราคาอยู่ที่ 6800 บาทโดยประมาณ โดยมีให้เลือก 3 สีด้วยกัน หากจะเลือกนั้นต้องคิดกันหน่อย ที่บอกมาก็ถือว่าใช้ได้ระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า จุดประสงค์การใช้งาน และ ราคา รวมไปถึงฟังก์ชั่น จะตอบโจทย์ว่าจะเลือกอันไหนมากที่สุด ขึ้นกับเงินของคุณล่ะครับ

ข้อดีข้อเสียยังไม่หมดของทั้งคู่ ติดตามต่อใน รีวิวแบบละเอียด ของทั้งคู่อีกไม่นานนี้

Last modified: May 7, 2015