[IT Review] แพ็คคู่ OPPO R7 Lite และ OPPO R7 Plus

Written by | IT Review, บทความ

ห่างหายกับการรีวิวมือถือจาก OPPO มานานมาก เพราะพวกเขาซุ่มเงียบทำมือถือออกมาใหม่รุ่นที่จะรีวิวต่อไปนี้ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่ OPPO ตั้งความหวังไว้พอสมควรกับรุ่น R7 ในรีวิวนี้เป็นรุ่นจะรวมทั้ง 2 รุ่นไปเลยคือ R7 Lite ขนาด 5 นิ้ว และ R7 Plus ขนาด 6 นิ้ว


รูปร่าง เริ่มจากด้านหน้า OPPO R7 Lite (ฝั่งขวา) มาพร้อมหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ความละเอียด 1280×720 โดยกระจกคลุมจอเป็นแบบ 2.5 D ทำให้ดูมีมิติมากขึ้น พร้อมกับ กล้องหน้าขนาด 8 ล้านพิกเซล ด้านล่างมีปุ่มกด Option, Home, Back ในแบบฉบับ OPPO
r7_plus_front
ส่วน OPPO R7 Plus อัพเกรดไซล์หน้าจอเป็น 6 นิ้ว แต่ความละเอียดเท่าเดิม ทุกอย่างยังคงเหมือนกัน ทั้งกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล แต่โลโก้ OPPO ย้ายมาอยู่ข้างล่าง พร้อมกับ ปุ่มกดฝั่งไปกับ Interface แทน
r7_lite_side1
r7_lite_sim_slot
r7_lite_side2
ด้านข้างของ OPPO R7 Lite ยังคงใช้ขอบเป็นโลหะ ให้ความบางระดับ 6.3 มิลลิเมตร โดยฝั่งซ้ายมีปุ่ม Power และ ปุ่มปรับระดับเสียง ที่กดง่าย ช่องใส่ซิมแบบ Micro Sim และแปลงเป็นช่องใส่ Micro SD ได้อีกช่องอยู่ฝั่งขวา
r7_plus_side1
r7_plus_sim_slot
r7_plus_side2
ส่วน OPPO R7 Plus แม้ใช้ขอบโลหะเหมือนกัน แต่จะบางที่ 7.8 มิลลิเมตร การวางช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Nano SIM และอีกช่องเลือกได้ว่าจะใส่ Micro SD หรือ Nano SIM ได้อยู่ฝั่งความ แต่ปุ่มกดนั้น Power อยู่ฝั่งขวา และ ปุ่มปรับระดับเสียงอยู่ฝั่งซ้าย
r7_lite_up
r7_lite_down
OPPO R7 Lite
r7_plus_up
r7_plus_down
OPPO R7 Plus
ด้านบนกับด้านล่างเหมือนกันคือ ข้างบนเป็นช่องหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร ด้านล่างมีช่องเสียบ Micro USB พร้อมกับ เส้นรอยต่อโลหะทำให้ดูสวยงามไปอีกแบบ
r7_lite_back
ด้านหลัง OPPO R7 Lite มีกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมกับ LED Flash 1 ดวง พร้อมกับลำโพงด้านล่าง และ โลโก้ OPPO ตรงกลาง และตัวเครื่องมีให้เลือกทั้งสีเงินและสีทอง จากภาพรวมถือว่าเป็นเครื่องบางที่แข็งแรงจับง่าย และถือคล่อง ไม่ชอบแค่ ปุ่มกดที่ไม่เหมือนชาวบ้านคือ ปุ่ม Power ไปอยู่ฝั่งซ้าย ทำให้กดไม่ถนัด
r7_plus_back
ส่วน OPPO R7 Plus ให้กล้องเท่ากันคือ 13 ล้านพิกเซล พร้อมกับระบบป้องกันภาพสั่นไหว พร้อม LED Flash แบบคู่ พร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือ พร้อมกับ ลำโพงด้านล่าง และ โลโก้ OPPO จากที่สัมผัส แม้จะหนากว่านิดหน่อย แต่ได้ความหรูหราเพราะมีแค่สีทองสีเดียวเท่านั้น ผมชอบมากกว่าเพราะสิ่งที่ตอบโจทย์ในด้านทุกด้านที่ผมชอบ เสียแค่ว่ามันใหญ่เกินไป แต่ยินดีอย่างยิ่งเพราะหน้าจอนั้นกินขอบมาพอสมควรเลยทีเดียว

ประสิทธิภาพ แม้รูปร่างจะคล้ายกันแล้วแต่มาดูกันที่สเปคว่า OPPO R7 Lite และ R7 Plus จะเป็นอย่างไร มาดูกัน

Spec Model OPPO R7 Lite OPPO R7 Plus
CPU Qualcomm Snapdragon 615 1.5GHz Octacore Qualcomm Snapdragon 615 1.5GHz Octacore
GPU Adreno 405 Adreno 405
RAM 2GB 3GB
Intenal Storage 16GB 32GB
External Storage Micro SD 128GB Micro SD 128GB
ความถี่ 2G GSM 850/900 / 1800 /1900 GSM 850/900 / 1800 /1900
ความถี่ 3G HSDPA 850/900/1900/2100 HSDPA 850/900/1900/2100
ความถี่ 4G LTE 800 / 900 / 1800 / 2100 / 2600 LTE 800 / 900 / 1800 / 2100 / 2600
WiFi 802.11 b/g/n 802.11 b/g/n
Bluetooth V4.0 V4.0
Camera Front 8 ล้านพิกเซล | Back 13 ล้านพิกเซล พร้อม Auto Focus และ LED Flash Front 8 ล้านพิกเซล | Back 13 ล้านพิกเซล พร้อม Auto Focus และ Dual LED Flash
Display 5 นิ้ว SuperAMOLED ความละเอียด 1280X720 6 นิ้ว Super AMOLED ความละเอียด 1920X1080
OS Color OS Base On Android 5.1 Color OS Base On Android 5.1
NFC None None
Battery 2320mAh 4100 mAh


สำหรับ OPPO R7 Lite คะแนน Benchmark นั้นด้อยกว่า R5 นิดหน่อย แต่ถามว่ามันใช้ได้ไหม เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะสเปคไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ยกเว้นหน้าจอที่ละเอียดกว่าและระบบปฏิบัติการใหม่ Android 5.1.1 ทำให้ลื่นไหลใช้ได้ รองรับมัลติทัชแค่ 4 จุดเท่านั้น ดูน้อยไปสักหน่อย

ส่วน OPPO R7 Plus นั้นคะแนนพอกับ OPPO R5 เลยล่ะ ซึ่งผมคิดว่ามันทำได้ดีกว่านี้ แต่คะแนน Antutu ทำได้ระดับ 35xxx ผมว่ามันก็ยอดเยี่ยมแล้วล่ะ ที่เหลือนั้นเหมือนกับ OPPO R7 Lite เลยล่ะ
OPPO_R7_lite_dis
หน้าจอ OPPO R7 Lite มีขนาด 5 นิ้วความละเอียด 1280×720 แบบ Super AMOLED ถือว่าสมตัวและสู้แสงดีใช้ได้เลย ระบบปรับแสงยังไม่ฉลาดเช่นเคย
r7_plus_dis
และ OPPO R7 Plus ให้หน้าจอขนาด 6 นิ้วความละเอียด 1920×1080 แบบ Super AMOLED เช่นเดียวกัน ซึ่งมองแล้วว่าความละเอียดน้อยไปสักหน่อย แต่ผลดีคือ Font ใหญ่ใช้ได้ และการสู้แสงและระบบเซนเซอร์ตอบสนองเหมือนกับ OPPO R7 Lite

และแบตเตอร์รี่ล่ะ สำหรับ OPPO R7 Lite ให้แบตเตอร์รี่ขนาดเบา ๆ เพียง 2320 mAh จากที่ทดสอบด้วย Geekbench 3 มันอยู่ได้แค่ 4:17 ชั่วโมง ถ้าใช้งานจริง รับได้อยู่

ส่วน OPPO R7 Plus ให้แบตเตอร์รี่มาขนาด 4100 mAh เรียกว่าเยอะมาก ผลจากที่ลองทดสอบมา มันถือว่าอึดกว่า R7 Lite อย่างชัดเจน ทั้งคู่ให้ Vooc Charge มาด้วย

ลูกเล่น ทั้งคู่ยังให้ล้ายกัน เริ่มจาก Color OS 2.1 ที่ดูแล้วค่อนข้างใช้ได้ไม่ได้แตกต่างจากเพื่อนฝูงเท่าไหร่ และไม่มี App Drawer และ Notification มีทั้งการแจ้งเตือนและปรับตั้งค่าได้ รวมทั้งเปลี่ยน Theme ของ UI ได้

ความแตกต่างนั้นใน OPPO R7 Plus นอกจาก RAM 3GB ให้การทำงานลื่นกว่าแล้วยังได้ระบบสแกนลายนิ้วมือที่แม่นยำใช้ได้เลยทีเดียว

ความบันเทิงและเครื่องมือ ทั้งคู่ให้มาครบถ้วนตั้งแต่ Music ที่มีระบบการปรับเสียงที่ดีและไม่ยุ่งยาก พร้อมกับ FM Radio นอกจากนี้มีเครื่องมือมากมายเช่น ปฏิทิน เครื่องคิดเลข เครื่องอัดเสียง ไฟฉาย คู่มือ และอื่น ๆ อีกมากมาย

แล้วเรื่องกล้องนั้นทั้ง 2 รุ่นใช้กล้องเหมือนกันคือ กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อม Auto Focus และ LED Flash ถ้ารุ่น R7 Plus จะเป็น LED Flash แบบคู่ การถ่ายภาพนั้นสวยและทำงานได้เร็วพอสมควร ตัวกล้องมีระบบป้องกันภาพสั่นไหว และมีลูกเล่นการถ่ายภาพเรียกว่าเยอะใช้ได้เลย การถ่ายวีดีโอทำได้แค่ 1080P ด้วยความจำกัดของ CPU

ส่วนกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล พร้อมกับ Beauty Mode แม้ปรับได้ไม่เยอะ แต่คุณหวังความงามได้มากกว่าที่คิด



(ตัวอย่างภาพถ่ายจาก OPPO R7 Lite)



(ตัวอย่างภาพถ่ายจาก OPPO R7 Plus)

(การถ่ายวีดีโอ OPPO R7 Lite คลิกที่นี่)

(การถ่ายวีดีโอ OPPO R7 Plus คลิกที่นี่)

สิ่งที่ประทับใจ (เขียนรวมล่ะกัน)
– สเปคเรียกว่าจัดเต็มทั้งคู่
– มีระบบสแกนลายนิ้วมือที่ฉลาด
– กล้องทำงานไวมาก
– แม้จะบางแต่ให้หูฟัง 3.5 มิลลิเมตรมาด้วย
– 4G รับทั้งคู่
– R7 Plus แบตฯทนมาก ทนจริง

สิ่งที่ต้องปรับปรุง
– พูดเลย สเปค และ ลูกเล่นไม่ต่างกันเลย
– OPPO R7 Lite ซิมการ์ดไม่รองรับแบบ Micro SIM
– OPPO R7 Plus ความละเอียดจอน้อยไปหน่อย


สรุป OPPO R7 Lite เป็น Smart Phone ที่บางเฉียบและได้จอ HD ดูเป็นรุ่นที่สมเหตุสมผลที่สุด และแน่นอนว่าถ้าไม่ติดว่าการวางตำแหน่งปุ่มประหลาดทำให้กดไม่สะดวก แต่ราคา 10,990 บาท จัดว่าถูก

ส่วน OPPO R7 Plus เป็น Smart Phone ที่ใหญ่โตมากแม้ได้ความละเอียดจอแค่ Full HD ก็ตามการแสดงผลชัดเจน พร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วเมือที่ทำให้ทันสมัยใหม่ ทุกอย่างตอบโจทย์ที่ผมต้องการ และแบตเตอร์รี่ให้มาเยอะมากถึง 4100 mAh แต่ถ้าเพิ่มความแตกต่างให้มากกว่านี้จะทำให้น่าใช้เลยทีเดียว ส่วนราคานั้น 16,990 บาท จะถูกหรือแพงลองไปชั่งน้ำหนักดูกันเองนะครับ

Clip Review

Last modified: June 22, 2016