มาแล้ว OnePlus 8 Series เรือธงที่น่าคบหากับเรื่องที่ต้องรู้ก่อนกดจอง

oneplus-8-pro

ผ่านไปเรียบร้อยกับการเปิดตัว OnePlus 8 Series เรียกได้ว่าเป็นอีกความหวังของหมู่บ้านจาก OnePlus นั่นเองว่าแต่ในคราวนี้ถ้าให้พูดสรุปเลยว่าทั้งคู่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เรามาดูกันโดยผมสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

OnePlus 8 Pro

เริ่มต้นดีไซน์มีการเปลี่ยนแปลงให้หน้าจอเป็นแบบจุดกล้องมีขนาดเล็กเพียง 38 มิลลิเมตร ถือว่าเล็กมาก แต่หน้าจอยังคงใหญ่อลังการถึง 6.78 นิ้ว ความละเอียดก้าวถึง QHD+ แต่ก็ยังคงได้หน้าจอแบบ 120Hz ตอบสนองไวและสีสันสมจริง

สีสันของเครื่องมีให้เลือกครบทั้ง Ultramarine Blue, Glacial Green และ Onxy Black ถ้าอยากบอกว่า 2 ทั้งดำและน้ำเงินมีเฉพาะรุ่น RAM 12GB / ROM 256GB เท่านั้น

กล้องก็มีการเปลี่ยนตัวหลักเป็น Sony IMX689 ถ้าพูดตามความจริง เซนเซอร์กล้องมุมกว้างก็ใช้ 48 ล้านพิกเซล เช่นกัน ถ้าดูสเปกแล้วก็เหมือนกับ OPPO Find X2 Pro ที่เพิ่งรีวิวไป ส่วนเรื่องของกล้องที่เหลือก็มีเรื่องของเซนเซอร์จัดการสีที่มีชื่อว่า Filter Color Camera และ กล้องซูมได้ขนาด 8 ล้านพิกเซล

แต่ระบบป้องกันภาพสั่นไหวรอบนี้มีทั้ง OIS และ EIS แบบครบๆ เลยครับ ความละเอียดในการรองรับมาทั้ง 4K เช่นเคย

ระบบปฏิบัติการ Oxygen OS แบบเพียวๆ มาพร้อมกับ Android 10 และมีการตกแต่งให้สอดคล้องเช่นหน้าจอจะลื่นไหลมากขึ้น และทำงานรวมกับชิปแสดงผลภาพที่ทำให้ลื่นไหล

พร้อมกับแบตเตอรี่ 4510 mAh รองรับ Wireless Charge กำลัง 30W, ชาร์จไฟแบบสาย 30W และแจกจ่ายไฟให้กับชาวบ้านได้อีก

ขุมพลังของเครื่องเลือกใช้ Qualcomm Snapdragon 865 ตัวใหม่ พร้อมกับ RAM แบบ LPDDR 5 มีให้เลือกขนาด 8GB / 12GB และความจำใช้ UFS 3.0 เช่นเคย ถือว่าสเปกทันสมัยและรองรับ 5G โดยมีราคาเปิดตัวที่ 899 – 999 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือราว 29,xxx – 32,xxx บาท

ถ้าพูดตรงๆ แล้วก็แพงเอาเรื่องเพราะ หลายปัจจัย หนึ่งในนั้นผมคิดว่า CPU มีผล

OnePlus 8

ตัวใหญ่ผ่านไป เรามาดูน้องเล็กบ้าง OnePlus 8 ก็มีหน้าจอแค่ 6.55 นิ้วเชื่อว่าพื้นฐานของหน้าจอคล้ายกันทำให้ได้คะแนน Display Mate ที่ A+ เท่ากัน แต่ว่า หน้าจอมีค่า Refresh Rate แค่ 90Hz เท่านั้น ความพิเศษคือสี Interstellar Glow นั่นเอง
ชูจุดเด่นเครื่องกว้างกว่า iPhone 11 Pro เล็กน้อยแต่ได้ขนาดหน้าจอใหญ่กว่าและน้ำหนักแค่ 180 กรัม กล้องลดสเปกนิดหน่อย เหลือแค่ 3 เลนส์มีกล้อง Marco มาให้ด้วย ถือว่า ครบแล้วแถมกันสั่นเวลาถ่ายวิดีโอได้
ขุมพลังสเปกเดียวกัน เป๊ะ รองรับ 5G เหมือนกันแต่ว่าแบตเตอรี่ 4300 mAh รองรับ Warp Charge 30T ส่วนราคาก็ 699 – 799 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือ 22,000 – 26,000 บาท
ส่วนขายในไทยคงต้องรอดูกันต่อไปเพราะในสหรัฐฯ ขายปลายเดือนนี้ยุโรปเร็วกว่าแค่ 1 สัปดาห์ เท่านั้น

Last modified: April 15, 2020