รีวิว Samsung Galaxy S10 Plus มือถือสเปคท็อป งบ 3 หมื่นกลาง ที่หลายคนรอคอย

Written by | IT Review, บทความ

หลังจากที่ได้อ่านพรีวิวของ Samsung Galaxy S10 Series ก่อนหน้านี้ แต่มีการทิ้งท้ายว่า ไว้รอตอนรีวิวจริง และตอนนี้ผมก็ได้เครื่องมาแล้ว มาดูกันว่า Samsung Galaxy S10+ จะถูกใจหรือไม่

Clip Review

แรกเห็นรูปร่าง

it_s10_003

หน้าตาของ Samsung Galaxy S10 Series จะแตกต่างจากมือถือ Samsung ทั้งหมดเพราะเลือกใช้หน้าจอแบบ Infinty O Display มีการเจาะรูไว้ด้านบนเป็นกล้อง สำหรับ S10+ จะได้กล้องหน้าคู่ มีเซนเซอร์แทั้งหมดรวมไปถึงลำโพงถูกซ่อนอยู่ด้านบน และแทบจะไร้กรอบทั้งหมด มาพร้อมกับระบบสแกนลายนิ้วมือในหน้า ทำให้ไม่สามารถติดกระจกนิรภัยได้ แต่ติดฟิล์มได้ตามปกติ รองรับมัลติทัช 10 จุด

ไหนๆ ก็พูดเรื่องการแสดงผลไปเลยล่ะกัน เพราะหน้าจอของมันเป็นแบบ Super AMOLED แบบใหม่ที่มีชื่อว่า Dynamic Amoled และเป็นครั้งแรกที่รองรับ HDR10+ บนมือถือที่แสดงผลได้ดี และรวมถึง 0.4 JNCD ทำให้คุณภาพของการแสดงผลหน้าจอได้สีสมจริง และมี Contrast 1:2,000,000 ทำได้ดีกว่ารุ่นเดิมในปี 2018 และมีระบบสแกนลายนิ้วมือในหน้าจอแบบ Ultra Sonic ไว้เล่าต่อในลำดับถัดไป

it_s10_007

it_s10_004

it_s10_006

it_s10_005

รอบตัวเครื่อง ยังไม่ได้แตกต่างจาก Samsung Galaxy S และ Note เพราะใช้วัสดุที่แข็งแรง มาพร้อมกับปุ่มกดปรับระดับเสียง, Bixby ฝั่งขวามีปุ่มเปิดปิดเครื่อง ส่วนรุ่น S10e จะเป็นสแกนลายนิ้วมือด้วย บนสุดมีช่องใส่ซิมการ์ด และ การ์ดความจำ ส่วนล่างสุดมีช่องเสียบหูฟัง, USB-C ไมโครโฟน และ ลำโพงตัวเครื่อง

it_s10_008

ด้านหลังเครื่องทำให้ไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเพราะยังคงใช้กระจกเหมือนเดิม แต่วัสดุมีให้เลือกระหว่าง เซรามิค และ กระจก Gorilla Glass 5 โดยมีกล้องหลัง 3 ตัวมาพร้อมกับ LED Flash ระบบวัดชีพจร รวมไปถึงโลโก้ Samsung

สำหรับสีสันของ Samsung Galaxy S10+ จะได้เปรียบสุดเพราะมีให้เลือกครบทั้ง Prism Black, Prism White, Prism Green และสีพิเศษกับความจำเยอะๆ Ceramic White และ Ceramic Black

ฟีเจอร์ที่น่าลอง

s10_ui

แม้ว่าหน้าตาจะดูให้เกือบหมดก็จริง แต่สำหรับถ้าไม่นับเรื่องอัปเกรดของ 2 เรือธงก่อนหน้านี้ Samsung Galaxy S10 Series จะเป็นรุ่นแรกของ Samsung ที่ได้ใช้ระบบปฏิบัติการ Android Pie 9.0 ใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับ One UI เวอร์ชั่น 1.1 ที่ออกแบบมาเพื่อกับจอ Infinity O Display การใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน Font ตัวใหญ่และให้ความรู้สึกที่ดีเยี่ยมเลยครับ

s10_face

สำหรับความปลอดภัยของเครื่องมีระบบสแกนใบหน้าแบบธรรมดา ที่แสงต้องเพียงพอถึงสแกนได้ แต่เซนเซอร์ Dual Pixel ของเลนส์ทำให้สแกนติดได้ง่าย

s10_fin

แต่ว่าระบบสแกนลายนิ้วมือนั้นมีเรื่องที่ต้องระวังไว้คือ ต้องสแกนให้ดีกดให้แม่นยำ ไม่ต้องลงน้ำหนักมากจนเกินไป มันก็จะสแกนติดได้ง่าย ซึ่งข้อดีของการใช้ระบบ เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือคือ นิ้วคุณเปื้อนมาก็สแกนติดได้ง่าย แต่ก็เป็นปัญหาที่ทำให้คุณติดฟิล์มไม่ได้ และมีให้ใช้เฉพาะ S10 และ S10+

การปรับแต่งเสียงนั้นทำได้เหมือนเดิม แต่ก็มีครั้งแรกกับ Dolby ATMOS เพื่อการเล่นเกมเข้ามา และไม่ทิ้งในรูปแบบเดิม ที่ตกใจคือเสียงลำโพงกังวานกว่าเดิมและน่าฟังขึ้นกว่าเดิม และยังให้ลำโพง Stereo เหมือนเดิม

s10_bixby

นอกจากนี้สำหรับฟีเจอร์ AI ของ Galaxy S10 มีทั้ง Bixby Rountine แจ้งเตือนและปรับมือถือตามรูปแบบที่คุณอยู่ มันจะปรับตามรูปแบบที่คุณอยู่, การเพิ่มการสแกนวัตถุของ Bixby Vision และ AR Emoji แบบเต็มตัว

it_s10_009

it_s10_g009

it_s10_g010

it_s10_g007

it_s10_g003

ส่วนเรื่องกล้องนั้นให้มาเต็มเพราะสามารถถ่ายภาพมุมกว้างแบบ Ultra Wide ขนาด 16 ล้านพิกเซล ถ่ายภาพระยะ Tele Photo ได้ และถ่ายที่แสงน้อยได้ดีเพราะเลนส์แบบ Dual Aperture แต่ว่าความเก่งที่เพิ่มคือ การเลือก Scene อัตโนมัติ หรือ การเลือกตำแหน่งอัตโนมัติจากการประมวลผลโดย AI และการคืนมีภาพแบบ Bright Night ถ่ายภาพกลางคืนทำได้ดีขึ้น

VDIS

Super Steady + กลางคืน

ส่วนวิดีโอทำได้ดีกว่าเดิมที่เพิ่มระบบ Super Steady ทำให้การถ่ายวิดีโอนิ่ง แต่อย่าเพิ่งเอาไปเทียบกับ GoPro Hero 7 Black เพราะยังไม่ดีเท่า แต่ก็ทำได้ดี และงานละเอียดต้องมาเพราะรองรับบันทึกแบบ 4K HDR10+

it_s10_g014

กล้องหน้าก็ไม่ได้ทิ้งนะครับ เพราะให้สเปคมาเต็ม โดยความละเอียด 10 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่ 2 แบบ 8 ล้านพิกเซล เซนเซอร์ใช้แบบ Dual Pixel และถ่ายวิดีโอ 4K ได้แล้วนะ

ประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy S10+

SPEC Samsung Galaxy S10+
CPU + GPU Exynos 9820 + Mali G76
RAM 8 – 12GB
ความจำ 128GB / 512GB / 1TB
การเชื่อมต่อ 4G LTE-A, WiFi 802.11 AX, Bluetooth 5.0
หน้าจอ 6.4 นิ้ว sAMOLED +Dynamic AMOLED, 3040×1440 Px
กล้องหน้า 10 + 8 MP Dual Pixel
กล้องหลัง 16 + 12 + 12 MP + PDAF, Dual Pixel, OIS, LED Flash
แบตเตอรี่ 4100 mAh
ระบบปฏิบัติการ Android Pie + One UI

it_s10_013

s10_bench

ขุมพลังของ Samsung Galaxy S10+ ที่เห็นไปนั้นแม้ว่าจะไม่ได้ใช้สถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร (ใช้ 8 นาโนเมตร) แต่ทำให้ iPhone XR หายใจรดต้นคอ ดังนั้นการเล่นเกมอย่าไปห่วงมันเลย แต่ถ้ารุ่นท็อปอาจจะทะลุเลยก็ได้ และมีฟีเจอร์ Unity Optimization Mobile ปรับการเล่นเกม และระบายความร้อนด้วย Vapor Chamber ระดับมือถือเพื่อการเล่นเกม โดยเฉพาะ

it_s10_012

การเชื่อมต่อถือว่าทำได้ครบและรองรับอนาคตอย่าง WiFi 802.11 AX หรือ WiFi 6 ที่เร็วกว่าเดิมและต้องมี 5G ถึงจะทำงาน นอกจากนี้การใช้ระบบนำทาง ก็ถือว่าทำได้ดีเพราะมีความแม่นยำพอสมควรเลยล่ะครับ

it_s10_002

s10_wireless_power

แบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy S10+ มาพร้อมกับขนาด 4100 mAh มาพร้อมกับจุดเด่นที่จ่ายไฟให้กับมือถือหรืออุปกรณ์ที่รองรับ Wireless Charge ที่มีชื่อว่า Power Share จ่ายไฟ 15W และฝั่งไฟเข้าก็รับไฟได้เร็วเหมือนกัน

s10_batt

อย่างไรก็ตามกับฟีเจอร์ดังกล่าวก็เป็นแค่ลูกเล่น สำหรับการใช้งานจริง จากที่ลองตั้งแต่ 7 โมงถึง 4 ทุ่มโดยไม่มีการจ่ายไฟออก ถือว่าใช้งานได้นานถึง 15 ชั่วโมงเลย แต่ถ้าเล่นเกมต่อเนื่อง 8 ชั่วโมงกว่าก็หมดแล้ว

ความรู้สึกชอบไม่ชอบหลังลอง

it_s10_011

ถือว่าเป็นมือถือระดับ Flag Ship ที่ถ้าพูดถึงส่วนความประทับใจ แม้ว่ารูปร่างจะไม่ได้เด่นเหมือนกับรุ่นก่อนเพราะใช้ดีไซน์เดิมมาแต่ว่าเนื่องจากการทำให้หน้าจอใหญ่พื้นที่จอเหลือน้อยลง ส่วผลน้ำหนักเบา แม้จะใส่แบตเตอรี่ ลูกเล่นอัดไม่กั๊กแล้วดีใจ แถมหูฟังยังเสียบได้เพราะมีช่องอยู่

แต่ถ้าบอกเรื่องที่ไม่ประทับใจคงจะเป็นเรื่องของระบบใหม่ๆ ที่จัดมาให้บางตัวมันรู้สึกยังติดอยู่เช่นระบบสแกนลายนิ้วมือในหน้าจอ ที่ระยะสแกนติดยาก แต่หลังมีอัปเดต มันก็ทำงานได้ดีขึ้น ส่วนแบตเตอรี่แม้ให้มาเยอะ แต่ก็ยังไม่อึดพอจะอยู่ได้ทั้งวัน ซึ่งเป็นปัญหาพอกับคู่แข่งนั่นแหล่ะ ถ้าอยากใช้อึดต้อง ไม่เล่นเกมเลย รับรองว่าได้เลยครับ

คุ้มค่าหรือไม่ถ้าจะเป็นเจ้าของ

Galaxy_s10

สำหรับ Samsung Galaxy S10+ ซึ่งจัดว่าเป็นท็อปสุดในประเทศไทย ณ ตอนนี้ ซึ่งยังเป็นราคาที่จับต้องได้อยู่ พร้อมกับฟีเจอร์ที่บอกไว้เลยว่า ไม่เคยเขียนรีวิวแล้วต้องมีความยาวขนาดนี้มาก่อน เพราะมันมีลูกเล่นและอื่นๆ มากมาย ซึ่งทั้งหมดบางอาจจะไม่ได้เขียนไป แต่วิดีโอข้างบนก็มีให้รับชม

ด้วยราคาเริ่มต้น 35,900 บาท สามารถซื้อ Ultrabook ได้ 1 เครื่อง กับ Smart Phone ที่เก่งรอบทิศแบบนี้ คงปฏิเสทกันยากหน่อย ถ้าอยากได้มือถือท็อปครบเครื่อง ยกเว้นถ้าอยากได้ปากกา ก็ควรรอรุ่นปลายปีที่ไม่ต้องเดาชื่อว่าจะใช้ชื่ออะไรให้นานเลยครับ

Last modified: March 4, 2019