[IT Review] Samsung Gear S3 Frontier Smart Watch พันธุ์อึดเพื่อขาลุยกว่าเดิม

Written by | IT Review, บทความ

ถ้าพูดถึง Smart Watch ที่เป็นคู่ปรับของ Apple Watch ได้เต็ม ๆ นั้นส่วนมากจะคิดถึง Samsung Gear S2 กัน ซึ่งออกมาครบปีแล้ว แน่นอนว่าการพัฒนาสู่ Samsung Gear S3 มันต้องดีขึ้น ซึ่งครั้งนี้เรานำรุ่น Gear S3 Frontier มารีวิวกันว่าจะเป็นอย่างไร มาดูกันดีกว่า

รูปร่าง

IMG_20170102_081926

เริ่มจากด้านหน้าของเครื่อง จะมีขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นกว่า Samsung Gear S2 ซึ่งเปรียบเทียบกับตรงรุ่นคือ Gear S2 Sport ค่อนข้างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีวงแหวน Brzel ให้อารมณ์เหมือนกับนาฬิกาขาลุยเพราะมันจะดูด้าน ๆ หน่อย พร้อมกับตัดเป็นร่องให้ตรงกับเข็มนาที โดยมีหน้าจอขนาด 1.3 นิ้วอยู่ตรงกลาง ใหญ่กว่าเดิมและคมชัดนกว่าเดิม พร้อม Touch Screen ได้เหมือนเดิม

IMG_20170102_081743

IMG_20170102_081750

ด้านข้างนั้นทำจากสแตนเลสน้ำหนักเบา พร้อมกับฝั่งซ้ายมีลำโพงขนาดจิ๋ว ด้านข้างขวาจะแตกต่างกับรุ่น Classic ตรงที่ลักษณะของปุ่มกดจะเป็นแบบเปลี่ยม เก็บในตัวเครื่องไม่ยื่นออกมา โดยปุ่มบนจะเป็นปุ่ม Back และปุ่มด้านล่างเป็น Home ด้านล่างคือไมโครโฟน

IMG_20170102_081803

IMG_20170102_081755

ด้านบนและล่างจะเป็นสายซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ทั้งสายหนังและสายยาง ตัว Frontier จะให้สายยาง ซึ่งเปลี่ยนได้ในภายหลัง ขนาดของสายคือ 22 มิลลิเมตร

IMG_20170102_081826

ด้านใต้ให้ Heart Rate Monitor ที่แม่นยำขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับรองรับ Wireless Charge ได้ในตัว

ภาพรวมของตัวเครื่องนั้น แม้ว่าจะไปใกล้เคียงกับ Samsung Gear S2 Classic ในเรื่องของรูปร่าง แต่จุดเด่นของ Samsung Gear S3 Frontier นั้นคือเรื่องของออกแบบมาเพื่อคนใช้งานด้านการปีนวิบากมากกว่าเพราะนอกจากรูปร่างที่ได้แรงบรรดาลใจจากนาฬิกาเดินป่าแล้ว ยังทนทานตามมาตรฐาน MIL-810 ก็ถือว่าดีกว่ารุ่น Classic กันตรงนี้ แต่ด้วยความที่น้ำหนักของมันอยู่ที่ 63 กรัมเลยทำให้เป็นนาฬิกาที่หนักไปสักหน่อย

คุณสมบัติเด่น

Clip Review

สำหรับ Samsung Gear S3 Frontier นอกจากเรื่องความอึดถึงทนที่สามารถรองรับทั้งสภาพอากาศที่สามารถ ทนได้ทั้ง

– การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ -50 ถึง 60 องศาเซลเซียส
– ทนการตกจากความสูง 1.5 เมตรได้ 28 ครั้งกับไม้อัด
– ทนน้ำในระดับ IP68 คือลงน้ำได้ 1.5 เมตร นาน 30 นาที ไม่แนะนำให้ใส่ว่ายน้ำ
– ทีเด็ดของตัวนี้ยังคงมีมากมายทั้ง Barometer วันสภาพอากาศและความสูง ความกดอากาศ โดยรุ่น- นี้ติดตั้งเซนเซอร์ให้เป็นรุ่นแรกของ Samsung

หน้าจอการแสดงผลสามารถเลือกให้ Always On ทำงานได้ แต่จะกินพลังงานมากกว่าเล็กน้อย

ฟังก์ชั่นโทรออกซึ่งเป็นการกลับมาในรอบหลายปีที่คุณสามารถสนทนาผ่าน Samsung Gear S3 ได้โดยไม่ต้องสวมหูฟัง แค่พูดเข้าไปก็สามารถคุยได้ทันที โดยตัวเครื่องจะสามารถเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าได้

ความจำในตัว 4GB นอกจากลงโปรแกรมในระบบ TiZen ที่จะต้องโหลดใน Samsung Apps เท่านั้น ยังสามารถนำเพลง Import เข้ามาในเครื่องและสามารถฟังเพลงได้จากลำโพงของเครื่องได้เช่นกัน

IMG_20170102_075927

IMG_20161230_160301_1

IMG_20161230_160449

S Health เพิ่มลูกเล่นในการออกกำลังกายหลากหลายท่าและมีวิธีการออกกำลังกายที่ดีพอสมควร นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ GPS ที่สามารถติดตามว่าเราออกกำลังายที่ไหน พร้อมกับแสดงแผนที่ได้ และยังทำงานกับ Apps อื่น ๆ เช่น Uber ได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ Samsung Gear S4 ที่เข้ามาในไทย ยังคงเป็นรุ่น WiFi ทำให้ไม่รองรับ Samsung Pay และไม่มี Tag NFC มาให้

และยังมีอีก Mode ที่คนพิการทางสายตาส่วนใหญ่จะชอบคือ Screen Reader ซึ่งจะเป็นการสั่งงานแบบ Double Tab หรือการกด 2 ครั้งหรือสั่งงานมากกว่า 1 นิ้ว ซึ่งการทำงานนั้นถือว่าดีและลงตัว แต่ยังอ่านได้เฉพาะบางภาษาเท่านั้น ข้อความภาษาไทยยังไม่สามารถอ่านได้ ต้องลงโปรแกรมเสริมนะครับ

ส่วนแบตเตอรี่นั้นหลังจากรุ่น Gear S2 นั้นหลายคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าแบตฯไม่อึดเท่าไหร่ อยู่ได้ 1 – 2 วันเท่านั้น รุ่นนี้มีการพัฒนาใหม่ให้สามารถใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น ด้วยแบตเตอรี่ขนาด 380 mAh ใช้งานได้ยาวนานสุดที่ 4 วัน แต่จากที่ทดลองมานั้น ถ้าไม่ให้แจ้งเตือนสามารถใช้งานได้เกือบ 4 วันตามที่เคลมไว้ แต่ว่าถ้าให้แจ้งเตือนอยู่ได้เกือบ 3 วัน และมี Mode Ultra Saving Mode ประหยัดพลังงานได้อีก

IMG_20170102_082052

s3

การเชื่อมต่อกับมือถือจะทำผ่าน Samsung Gear Apps เหมือนเดิม โดยสามารถสั่งงานได้ทั้งหมด พร้อมกับกดติดตาม Samsung Gear S3 และเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกาได้หลากหลายแบบพร้อมกับควบคุมและ Update ข้อมูลได้ แต่ถ้าใช้กับอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ Samsung จะเสียเปรียบตรงที่ฟีเจอร์บางอย่างหายไป เช่นการโทรออก

สรุป Samsung Gear S3 Frontier แม้ว่าจะมีน้ำหนักมากกว่าหน่อย แต่ถือว่าเป็น Smart Watch ที่มากความสามารถ และใช้งานได้ดีอยู่พอสมควร และมีลูกเล่นทั้ง Barometer พร้อมกับ GPS และมีเครื่องมือใช้งานเยอะ แต่ตัดความสามารถของ Samsung Pay และยังไม่สามารถใช้งานเดี่ยวได้ทุกเรื่อง แต่มันก็เพียงพอเมื่อเทียบกับราคา 12,900 บาท ถือว่าคุ้มค่าสำหรับคนที่อยากได้ Smart Watch

Last modified: January 9, 2017