รีวิว Toyota C-HR Entry รถยนต์สุดไฮเทค งบล้านนึงที่ขับสนุกเอาเรื่อง ฉบับตามใจ Blogger IT

Written by | IT Review, บทความ

review-toyota-chr-entry

เปลี่ยนมา รีวิว รถกันหน่อย เนื่องจากไม่ให้หลุด Concept เพราะถ้ารีวิวตัวรถทั้งหมดคงดูจากเว็บไซต์เกี่ยวกับรถได้ แต่วันนี้ผมจะมาทั้งในชีวิดประจำวัน ของ Toyota CHR และรวมไปถึงเรื่องของความ ไฮเทค กับรุ่นนี้ และเมื่อเป็นรุ่นล่างสุดจะมีอะไรให้คุณได้บ้าง (แต่ใจอยากลอง Hybrid มากกว่า)

ปล ที่ยืมมาได้เพราะแคมเปญ เปลี่ยนทุกความเชื่อกับโตโยต้า CHR ที่มีให้ทดลองขับและสิ้นสุดโครงการเมื่อ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมาและขออภัยสำหรับคลิปรีวิวที่ไม่สามารถออกได้เพราะถ่ายไม่ครบนั่นเอง

โฉมหน้าตา การขับเคลื่อนของ Toyota CHR

หน้าตาผมว่าเป็นรถอีกคันที่สวยและดูเท่ห์อย่างมาก และการออกแบบดูเป็นตัวของตัวเองและเหมาะกับคนที่อยากได้รถคันเดียวที่จบทุกด้านอีกคันหนึ่ง และดูเป็น Couple Coss Over พอสมควร แถมมี เซนเซอร์รอบทิศสามารถเปิดทำงานได้

ด้านหลังของรถคันนี้ภายในเปิดฝาหลังก็ถือว่าดีเหมือนกัน เพราะมีทุกอย่างให้ครบถ้วนเหมือนกันครับ และเปิดมาก็ใส่ของได้เยอะเหมือนกัน

สำหรับรุ่น Entry ที่ได้นำมาทดลองขับ และเป็นตัว เบนซินไฟหน้าจะเป็น ไฮโลเจน พร้อมกับ ไฟ Daytime Running Light เป็นแบบ 3 จุด และไฟเลี้ยวหลอด ไฟหลัง หลอดแต่ไฟติดค่อนข้างรวดเร็ว แต่รุ่น Hybrid จะได้ไฟ Full LED ทั้งหน้าและหลัง และตัวล่างไม่มีไฟตัดหมอก

สำหรับรุ่น เบนซินใช้เครื่อง 1.8 ลิตร ผมก็ได้ไปขุดรหัสเครื่องมาคือ 2ZR FBE กำลังสูงสุด 141 แรงม้า ฉุดลากบอดี้ไปอย่างนิ่มๆ และสบายมาก แถมเติม E85 และเกียร์ CVT มีการทดจังหวะได้ด้วยแต่การส่งกำลังต่อเนื่องดี แต่ถ้าออกตัวในเมืองจะสู้ ไฮบริดไม่ได้ แต่ปลายพี่จะไหลไปไหน (ไม่ทำ Top Speed และ จับ 0 – 100 ให้นะ อิอิ)

พระเอกของรุ่นนี้คือโครงสร้างวิศวกรรม TNGA (Toyota New Global Architecture) มันคือจุดเปลี่ยนของ โตโยต้าในยุคใหม่เลยก็ว่าได้ตัวรถจะกระชับและดูคล่องมากขึ้นกว่าเดิม ไว้เดี๋ยว

ฟีเจอร์ภายใน CHR Toyota CHR

มาตรวัดความเร็วของ CHR เบนซินมาพร้อมกับ วัดรอบ, วัดความเร็ว, วัดความร้อน วัดน้ำมันและหน้าจอแสดงผลต่างๆ ที่สามารถบอกอัตราสิ้นเปลือง ความเร็วเฉลี่ย ระยะทางที่ใช้, เวลาที่ใช้จะแสดงผลตอนดับเครื่อง และ G Monitor วัดแรงเหวี่ยง และสามารถตั้งค่าตามที่เราต้องการได้ เมนูของจอรถไม่มีภาษาไทยนะครับ เซนเซอร์กดปรับหน้าจอนี้เช่นกัน

เบรคมือไฟฟ้าทำงานเมื่อกด หรือ ถ้าเข้าเกียร์ P ก็จะเข้าเบรคมือไฟฟ้าทันที และมี Auto Brake Hold มาให้ด้วยครบครันเลย

หน้าจอของเล่นความบันเทิงทั้งหน้าจอมาพร้อมกับทัชสกรีนที่ดีเหมือนกัน และแน่นอนว่าเมื่อลูกเล่นทั้งการทำ Mirror Link กับมือถือได้ในบางรุ่น, และมาพร้อมกับเครื่องเสียงที่เรียกได้ว่าดีใช้ได้ แต่ว่าต้องปรับจูนเหมือนกัน และวิทยุฟังได้ชัดเจนเหมือนกัน และไม่มี Navi และ T-Connect มาให้

และสามารถแสดงผลได้กล้องถอยหลังถือว่าทำได้ดีและ แต่ว่าเมื่อคุณเข้าเกียร์ถอยหลัง คุณจะทำไม่ได้เช่น ปรับระดับเสียง, เปลี่ยนเพลง ส่วนเรื่องคุยสายสามารถคุยได้อยู่ครับแต่จะวางสายไม่ได้นะ

และแอร์ออโต้ปรับ Eco ได้ และมี Dual Zone ได้แล้วนะ แค่ไม่มี Nano e แต่ที่วางแก้วด้านหลังดีงามและกระจกเป็น Auto 4 บานเลยครับ ช่องแอร์ปรับได้ส่วน USB มีที่วิทยุเท่านั้น ไม่มีะระบบชาร์จไฟเท่านั้น กระจกมองข้างสามารถพับหูได้เองเมื่อกดล็อครถนั่นเอง

ด้านหลังนั่งได้สบายแต่ว่า เสาข้างหลังมันค่อนข้างทึบทำให้ทัศนวิสัยยังไม่ดีเท่าไหร่ ไม่เหมาะกับคุณที่ชอบดูวิวเท่าไหร่ แต่สายหลับ ดีมากครับ ส่วนเบาะคนขับผมไม่รู้สึกการดันและเบาะผ้าถือว่านุ่มสบายเลยและรับกับตัวดี แต่ที่ผิงหัว ดันไปหน่อย

ความรู้สึกเมื่อทดลองใช้ Toyota CHR

รูปลักษณ์ถือว่าชอบแต่ว่าอาจจะยังไม่ปัญหาเรื่องของด้านหลังที่ตีบและทำให้เวลาถอยหลังเมื่อต้องมองมุมซ้ายก็ทำให้กังวนได้พอสมควร แต่ว่าลูกเล่นห้องโดยสารอาจจะขาดๆ เกินๆ ไปหน่อยเช่นไฟส่องแต่งหน้าต้องเอารถท็อปถึงจะมีให้ รู้สึกเอาเปรียบไปหน่อย และไม่มี Smart Entry แต่ห้องโดยสารนั่งสบายเลยทีเดียว

ในส่วนของ TNGA นั้นผมได้นำรถคันที่ผมใช้อย่าง Prius ตัวแทนของ Toyota ก่อน TNGA มันจะเป็นรถนิ่มช่วงล่างดี ซับแรงสะเทือนใช้ได้ แต่ยกเว้นหลุมบ่อที่ช่วงล่างนิ่มเกิน แต่สำหรับ CHR จะเปลี่ยนไปเลย

คือช่วงล่างกระชับการเลี้ยวโค้งต่างๆ ไม่รู้สึกว่ารถจะหลุดโค้ง สักเท่าไหร่ เมื่อใช้ความเร็วอยู่ที่ 75 – 80 กม/ชม. ถือว่าทำได้ดี พวงมาลัยทำได้ประทับใจ หนืดมือกำลังดี ไม่เบาและไม่หนักไป ตามสั่งเลย ผิดกับ Prius ที่พวงมาลัยจะเบาไปหน่อย

เครื่องยนต์นั้นเร่งดีและเติม E85 กำลังดีขึ้นชัดเจนแต่ว่า อัตราการกินน้ำมัน แทบไม่ต้องถาม ก็เครื่อง 1.8 ขับในเมืองได้ 10 กม/ลิตร ก็หรูแล้ว แต่สำหรับ E85 ที่ผมได้ทำมาพบว่าอยู่ที่ 9.9 – 10 L /100 KM ก็เท่ากับ 9 – 8 กม/ลิตร

คุ้มหรือไม่สำหรับจะซื้อรุ่นนี้

Toyota CHR 1.8 Entry ที่ได้มาลองมีราคาอยู่ที่ 9.79 แสน อาจจะมองว่าแพงไปหน่อยเมื่อเทียบกับออฟชั่น ถ้าเป็นรุ่น 1.8 Mid ก็จะแพงขึ้นไปหน่อย แต่ถามว่า เลือกซื้อได้ไหม ก็ถือว่าได้นะ และเป็นรถอีกคันที่ถ้าชอบรถขับสนุกราคาไม่แพง ไว้ใจได้และขอเป็น CossOver ตัวนี้ก็ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก ถ้าอยากได้ออฟชั่นเยอะต้องจัด Hybrid ครับ

แต่ส่วนตัวไม่ค่อยกลัว Hybrid เพราะยังไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ไว้มีโอกาสค่อยรีวิวรถของตัวเองอีกที ส่วนใครสนใจก็ติดต่อที่ศูนย์โตโยต้านะครับ งวดนี้ต้องขอบคุณ โตโยต้า วรจักรยนต์ ที่จัดเตรียมรถตามโครงการไว้เรียบร้อยมากๆ เลยครับ

Last modified: July 27, 2019