สรุปครั้งแรกกับ Samsung Galaxy S20, S20+, S20 Ultra, Galaxy Z Flip และ Galaxy Buds+ ก่อนจับของจริงอีกไม่นานหลังจากนี้

Galaxy-S20-S20-Plus-S20-Ultra-2

ผ่านไปแล้วสำหรับงาน Samsung Unpacked 2020 รอบแรกของปี แน่นอนว่ามือถือรุ่นใหม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการทั้ง Galaxy Z Flip และรวมไปถึงเรือธงตระกูล Galaxy S20 ด้วย มีดูกันว่า ทั้งหมดจะมีความน่าสนใจแค่ไหนและน่าใช้หรือไม่ รวมถึงราคาเมืองไทยเป็นอย่างไร

Clip Hands On

Samsung Galaxy Z Flip

ขอบคุณภาพ Infographic จาก Samsung
 
เริ่มต้นกับมือถือพับได้ที่กลับมาอีกครั้ง โดย Samsung ตั้งใจกับ Galaxy Z Flip เป็นราคา 43,xxx บาท หรือ 1,380 ดอลล่าร์สหรัฐ แต่ความน่าสนใจคือ “หน้าจอ 6.7 นิ้ว แบบพับได้ โดย Flex Mode” ข้อดีคือ นอกจาก จะตั้งถ่าย Selfie เองได้แล้ว แต่ไว้สำหรับเล่นเกม หรือใช้ทำงานต่างๆได้  และปรับได้ทั้ง 90, 175 และ 180 องศา โดยหน้าจอ Infinity Flex Display 
ขุมพลังคาดว่าจะใช้ Qualcomm Snapdragon 855+ และมาพร้อมกับ RAM 8GB / ความจำ 256GB ภายในเท่านั้น แบตเตอรี่ 3300 mAh และให้ระบบชาร์จแบบสายกำลัง 25W แถมให้ Wireless Charge และ Wireless Power Share เช่นเคย
 
 

ส่วนด้านหน้าของเครื่องจะมาพร้อมกับ sAMOLED ขนาด 1.06 นิ้วที่ในภาพสีสวยเหมือนกัน และมีกล้องหลัง 2 ตัวอยู่สวยดีเหมือนกัน และมีกล้องหลังคู่ 12 ล้านพิกเซล พร้อมกับสีของเครื่อง Mirror Purple, Mirror Black และ Mirror Gold

และจะมีรุ่นที่เป็นจำกัดอย่าง Thom Browne ที่ใน Set จะมีให้ทั้ง Samsung Galaxy Buds+ และ Samsung Galaxy Watch ที่มีสายพิเศษ

ส่วนราคาเครื่องจะอยู่ที่ 1,380 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 43,xxx บาท

Samsung Galaxy S20

ขอบคุณภาพ Infographic จาก Samsung
มาถึงกับรุ่นท็อปแล้ว Galaxy S20 มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดที่อัปเกรดจาก Samsung Galaxy S10e ชัดเจนด้วยขนาดหน้าจอ 6.2 นิ้วแบบไม่โค้งแล้วจ้า แต่เป็นแบบ Dynamic AMOLED ที่ให้ความคมชัดสูงระดับ 3000×1440 พิกเซล พร้อมกล้องหน้า 10 ล้านพิกเซล และหน้าจอแบบ Infinity O Display รองรับการตอบสนองเร็วในแบบ 120Hz เป็นต้น
เวอร์ชั่นมือถือรุ่นนี้มีให้เลือกทั้ง 4G LTE ที่ได้ RAM 8GB /  ความจำ 128GB สามารถเพิ่มความจำได้ และ 5G ที่จะแตกต่างกันเล็กน้อยแต่จะได้ RAM ชนิด LPDDR5 เรียกว่าไม่กั๊กอะไรทั้งสิ้น และให้แบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh รองรับ Wireless Charge และจ่ายไฟออกในระบบ Wireless Power Share
ส่วนกล้องนั้นให้กล้องหลัก 12 ล้านพิกเซล พร้อมกับกล้องซูมอัปเกรดเป็น 64 ล้านพิกเซลทำให้การซูมนั้นรองรับมากถึง 30 เท่า และ เลนส์ Ultra Wide ทั้งหมดมาพร้อมกับการอัปเกรดระบบกันสั่นของการถ่ายวิดีโอให้ดนิ่งกว่าเดิม และมีฟีเจอร์ AI สามารถช่วยถ่ายภาพ และทำให้การซูมภาพมีความละเอียดมากกว่าเดิมชัดเจน
สีสันของมือถือรุ่นนี้ก็มีให้เลือกทั้ง Cosmic Grey, Cloud Blue, Cloud Pink ในราคาเปิดตัว 999 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,xxx บาท เท่านั้น

Samsung Galaxy S20+

ขอบคุณภาพ Infographic จาก Samsung
 
 
ต่อมาเป็นพี่ชายกลางอย่าง Galaxy S20+ ที่มีการอัปเกรดหน้าจอมาใช้ 6.7 นิ้วและสเปกคล้ายกับ Galaxy S20 ปกติ ดังนั้นความเร็ว, ความสวยไม่ผิดหวัง ส่วนกล้องหน้าเท่าเดิม เพิ่มเติมคือกล้องหลังที่เปลี่ยนแปลงโดยเพิ่ม ToF Sensor ทำให้การถ่ายภาพละลายหลังทำได้ดีขึ้น
แต่ก็ยังรองรับ Space Zoom ทำงานผ่าน AI สามารถซูมได้ถึง 30 เท่าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม Samsung Galaxy S20+ ก็จะได้แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นอยู่ที่ 4500 mAh รองรับกำลังไฟ 25W ในการชาร์จไฟกลับเข้าไป แถมยังรองรับระบบชาร์จไฟไร้สายและแบ่งปันพลังงานได้เช่นเคย
และสีสันของอมือถือรุ่นนี้ได้แก่ Cosmic Grey, Cloud Blue, Cosmic Black ราคาเริ่มต้น 1,199 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือ 37,xxx บาท นั่นเอง

Samsung Galaxy S20 Ultra

มาถึงตัวท็อปและเทพสุดๆ ของ Samsung Galaxy S20 Ultra กันบ้างแน่นอนว่ารุ่นนี้จะมีเฉพาะเวอร์ชั่น 5G เท่านั้น โดยความแตกต่างแรกคือ หน้าจอใหญ่มากถึง 6.9 นิ้วคือใหญ่กว่า Galaxy Note 10+ ชัดเจน และกล้องหน้าเพิ่มความละเอียดมาเป็น 40 ล้านพิกเซล เรียกได้ว่าคมชัดกันแบบสุดๆ ส่วนด้านหลังตกแต่งคล้ายกัน และมี 4 กล้องเหมือนกัน

กล้องถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตัวนี้เพราะมีการเพิ่มความละเอียดระดับ 108 ล้านพิกเซลเข้าไป ทำให้เก็บรายละเอียดได้ดี และให้เลนส์ซูมที่ Samsung เรียกว่า Folder Lens สามารถซูมได้ 10 เท่าแบบ Optical Zoom และ 100 เท่าแบบ Space Zoom และทั้งหมดสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด 8K แต่ต้องเตือนว่าพื้นที่ต้องพอถึงจะถ่ายได้นะครับ และมี AI ช่วยทำงานในเรื่องการถ่ายภาพและการเก็บรายละเอียดเช่นเคย

ในส่วนประสิทธิภาพของมือถือรุ่นนี้ก็เปลี่ยนแปลงที่ RAM ให้ความจุเริ่มต้น 12GB และไปจบที่ 16GB ในแบบ LPDDR5 เช่นเคย และความจำมีให้เลือกทั้ง 256GB / 512GB และรองรับ 5G เท่านั้น ทำให้ขุมพลังก็ต้องเดากันว่าจะใช้ตัวไหน แต่คาดว่ามี 2 สเปกคือ Snapdragon 865 และ Exynos 990 พร้อมกับแบตฯ 5000 mAh รองรับ Super Fast Charge กำลัง 45W และ Wireless Charge / Wireless Power Share
ทั้งนี้มือถือรุ่นนี้มีให้เลือก แค่ 2 สีคือ Cosmic Grey, Cosmic Black ราคาเริ่มต้น 1,399 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 44,xxx บาทไทย 
 
สำหรับการจำหน่าย Galaxy S20 ทั้ง 3 รุ่นพร้อมขาย 6 มีนาคม แต่สำหรับประเทศไทยคงต้องรอดูกันต่อไป

Samsung Galaxy Buds+

แถมสักหน่อยกับ Samsung Galaxy Buds+ ที่มีเรื่องน่ายินดีและแสดงความเสียใจในเวลาเดียวกัน

เรื่องน่ายินดี

หูฟังรุ่นนี้อัปเกรดลำโพงใหม่ให้มี Sub Woofer ให้เสียงที่มีคุณภาพในโทนเบสดีขึ้นเพราะมีการรับรองจาก Spotify เสริมจากเดิมที่ฟังเสียงกลางและแหลมได้ดี ติดตั้งไมโครโฟน 3 ตัวทำให้สามารถเปิดเสียง Ambien Sound (เสียงแวดล้อมภายนอก) เข้ามาได้อย่างง่ายดาย แถมแบตเตอรี่อึดมาก เพราะฟังครั้งนึงได้นาน 11 ชั่วโมง แต่ถ้าวางแท่นชาร์จะได้ 22 ชั่วโมง ถือว่านานมาก และชาร์จไฟได้ทั้งแบบเสียบสายและ ไร้สาย

เรื่องที่น่าเสียใจ

เนื่องจากหูฟังรุ่นนี้ก็ยังไม่มีเทคโนโลยี Noise Canceling มาให้ แต่ว่าการออกแบบเป็นหูฟังแบบ In Ear ทำให้มันตัดเสียงได้ดีอยู่แล้ว อย่าไปซีเรียดกับมันเลยครับ
ส่วนสีสันที่จำหน่ายมีทั้งสีฟ้า, สีขาว และ สีดำ ในราคา 149 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,6xx บาท นั่นเอง
หูฟังรุ่นนี้เปิดจำหน่าย 14 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นการเปิดตัวที่เรียกน้ำย่อยกำลังดี คงต้องลุ้นต่อไปว่า จะเข้าไทยอย่างไร บทความนี้ก็ขอลาแต่เพียงเท่านี้ จนกว่าจะพบกันใหม่ในครั้งหน้า กับรายละเอียดจับจริง (ถ้าใจร้อนชมคลิปข้างบนเอา)

Last modified: February 12, 2020