Special Review : Acer beTouch E140 แอนดรอย Low Price คุณภาพ ไม่ Low ตอนที่ 1

หากคุณกำลังเดินเลือกซื้อแอนดรอย สักเครื่องในยุคนี้ตัวเลขราคาที่ส่วนใหญ่จะมองก็จะอยู่ระดับหมื่น เพราะด้วยราคาช่วงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแอนดรอย 2.2 ส่วนใหญ่ นั้นเป็นการมองในงบที่เยอะอยู่ แต่ถ้า คุณเกิดมีงบไม่ถึง 7000 ล่ะ นี่คือโจทย์ยากมากที่คุณจะได้แอนดรอย 2.2 ด้วยกัน แต่ถ้า ผมบอกว่ามี และตัวที่จะรีวิวให้ดูครั้งนี้ก็หนึ่งในตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการแอนดรอย ระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง นั้นก็มีอยู่จริง หนึ่งในนั้นก็คือ

Acer beTouch E140 นั้นเอง

ค่าตัวนั้น 6590 บาท แต่นี่แค่เลขราคา ตอนแรกนี้ผมจะแนะนำเรื่องสเปคและ กายภาพของเครื่อง องค์ประกอบต่าง ๆ ก่อนครับ เรามาเริ่มกันเลยครับ

สเปคของ E140 นั้นจัดว่า เขาให้ดังนี้

*GSM Quadband(ไม่เขียนคลื่นนะครับ คงคุ้นกันแล้ว) HSDPA 900/2100 Download ได้เร็วสุด 7.2Mbps
*cpu qualcomm 7227 600MHz (cpu ตัวเดียวกับ optimus one htc legend)
*RAM 256 MB ROM 512 MB (เท่า htc tattoo)
*WiFi b/g, bluetooth 2.1 ใส่การ์ดได้สูงสุด 32GB
*จอ 2.8 นิ้ว ขนาดความละเอียด 240X320 ให้สีถึง 262,144 สี ไม่รองรับมัลติทัช ทั้ง ๆ ที่เป็นจอแบบ Capacitive ขอแก้ข้อมูล เป็น resistive ครับ(ผิดพลาดทางเทคนิคขออภัยครับ)
*senser มีแค่ Accelerometer sensor อย่างเดียว
*Android 2.2 ถือว่าจุดนี้แหล่ะที่ทำให้มันคุ้มได้
*กล้อง 3.2 ล้าน fix focus นะ
*GPS และ Digital Compass

ภาพรวมของสเปคแล้ว ผมแนะนำว่า งบไม่เกิน 7000 น่ามองไม่นอน แต่ประสบการณ์ใช้งานแบบลูบ ๆ คล่ำ ๆ ด้วยความว่ามือผมใหญ่ ทำให้การจับเครื่องนั้นเรียกได้ว่า ยาก พิมพ์ยังยาก น่าจะเป็นกลุ่มคนใช้ใหม่ ๆ ไม่ก็ผู้หญิงจะเหมาะมากกว่า

ตัวเครื่องนั้น วัสดุ พลาสติก แต่ มัน วาว ดูมีราคา การประกอบแน่นหนา ไม่เว้นฝาหลัง ที่ได้อย่างเสียอย่าง ได้ที่ประกอบแน่นหนา หลุดยาก แต่ก็แกะยากในเวลาเดียวกัน

 

ด้านหน้า แนวเรียบหรู มีไฟบอกสถานะ ที่เล็กมาก ไป และติดแบบน่ารักไปหน่อย สังเกตุยาก ขยับมาด้านล่าง จะมี 4 เมนูหลักของแอนดรอย ทำงานแบบเดียวกับจอ Capacitive และเป็นปุ่มรับสาย วางสาย(ใช้เปิดปิดเครื่อง และพักเครื่อง) และ ปุ่ม 4 ทิศไว้ควบคุม ในกรณีที่ทัชลำบาก ถือว่าออกแบบเผือมาใช้งานจริง ๆ

ข้างซ้ายของเครื่อง มีปุ่มปรับเสียง แต่ไม่ให้ปุ่มชัดเตอร์มา

ด้านขวา โล่ง ๆ ไม่มีอะไร

ข้างบน เป็นที่อยู่ของรูเสียบหูฟังขนาด 3.5 mm

ข้างล่าง มีไมค์ฯ และ micro usb พร้อมร่องเปิดฝาหลังที่บรรยายไปก่อนหน้านั้นว่า เปิดยากพอสมควร

ส่วนด้านหลัง เป็นที่อยู่ของกล้องขนาด 3.2 ล้านพิกเซล และลำโพงขนาดเล็กแต่ดังได้อีก

ด้วยขนาดตัวเครื่องที่เล็กพิเศษ ทำให้การจับตัวเครื่องนั้น กำได้พอดี ยิ่งได้ซองหนังก็ดีเข้าไปใหญ่

ภาคนี้ขอจบเท่านี้ก่อน ติดตามต่อตอนที่ 2 ได้อีกไม่นานเกินรอครับ

——–
ขอขอบคุณ @ohnut7 แห่ง whatphone และ เอเซอร์(ประเทศไทย) ที่เือื้อเฟื้อเครื่องมาให้ได้ยำเล่นในครั้งนี้ครับ

Last modified: May 7, 2015